แม่และเด็ก

การเจริญเติบโตทารกในครรภ์

การเจริญเติบโตทารกในครรภ์

คุณแม่ที่ตั้งครรภ์คงจะตื่นเต้นอยู่ไม่น้อยว่าเจ้าตัวเล็กของเราจะค่อยๆโตขึ้นมาหน้าตาเป็นอย่างไร ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์หรือไม่ แต่ก่อนที่เจ้าตัวน้อยจะคลอดออกมาเรามาดูกันก่อนนะคะว่า เจ้าตัวเล็กของเรามีพัฒนาการตั้งแต่อยู่ในครรภ์อย่างไรบ้างกับการเจริญเติบโตทารกในครรภ์ตั้งแต่ 1 – 9 เดือนค่ะ มารับรู้พัฒนาการทารกในครรภ์ไปด้วยกันนะคะ ก่อนที่เจ้าตัวเล็กจะออกมาดูโลกด้วยร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ค่ะ

การเจริญเติบโตทารกในครรภ์

รูปภาพประกอบจาก : http://www.patheos.com/blogs/exploringourmatrix/2012/11/does-life-begin-at-creation.html

พัฒนาการทารกในครรภ์ 3 สัปดาห์

ช่วงนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายเลยค่ะ เริ่มตั้งแต่การเพิ่มขึ้นของเซลล์หลายร้อยเซลล์ หนึ่งในเซลล์นั้นมีชื่อว่า Blastocyst จะอยู่ในมดลูกของเรา ส่วนที่อยู่ในรกจะสร้างฮอร์โมน HCG (Human Chorionic Gonadotropin) เพื่อส่งสัญญาณให้ร่างกายของเราหยุดการสร้างไข่อ่อนแต่หันมาสร้างเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนแทน ถ้าช่วงนี้เราไปซื้อชุดทดสอบการตั้งครรภ์มาตรวจจะทำให้ผลการตรวจออกมาเป็นบวกได้ ซึ่งก็แปลว่าเราท้องแล้วอย่างแน่นอนค่ะ

ในระหว่างนั้นร่างกายของเราก็จะเริ่มสร้างถุงน้ำคร่ำขึ้นมา ซึ่งน้ำที่ไหลอยู่ภายในถุงน้ำคร่ำจะทำหน้าที่ปกป้องลูกน้อยที่ค่อยๆเจริญเติบโตขึ้นในทุกๆวัน และลูกน้อยของเราจะเริ่มได้รับสารอาหารและออกซิเจนผ่านทางท่อเส้นเล็กๆ และรอจนกว่ารกจะแข็งแรงดีพอที่จะทำหน้าที่ของมันต่อไปค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ช่วงนี้รับรองว่าหลายคนคงยังไม่รู้ตัวว่ากำลังจะมีเจ้าตัวน้อยแล้ว แต่ช่วงปลายสัปดาห์เราจะเริ่มสังเกตความผิดปกติบางอย่างได้บ้าง เช่น อ่อนเพลีย เวียนหัว เต้านมคัดตึง เป็นต้น

พัฒนาการทารกในครรภ์ 4 สัปดาห์

จากนี้ไปจนถึงสัปดาห์ที่ 10 จะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของทารกจะค่อยๆเจริญเติบโตอย่างช้าๆ ไม่ว่าจะเป็นมือน้อย แขน ขาน้อยๆของเขากำลังจะก่อตัวขึ้น เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากของทั้งคุณแม่อย่างเราและเจ้าตัวน้อยเลยนะคะ เราจะต้องช่วยกันดูแลให้อวัยวะต่างๆของเจ้าตัวน้อยเพียบพร้อมและสมบูรณ์ที่สุดค่ะ

ช่วงนี้สิ่งต่างๆที่อยู่ในถุงน้ำคร่ำที่จะทำหน้าที่เลี้ยงดู สร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ส่งสารอาหารสำคัญ และออกซิเจนให้เจ้าตัวน้อยแทนรกที่กำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะรับหน้าที่นี้ไปทำต่อนั่นเองค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

เราจะเริ่มสังเกตและรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังท้อง แต่เพื่อความแน่ใจสามารถซื้อชุดทดสอบการตั้งครรภ์มาตรวจเองได้ค่ะ ถ้าผลออกมาเป็นบวกก็เตรียมตัวหาสมุดจดการเปลี่ยนแปลงหนึ่งเล่มและเริ่มฝากท้องกับคุณหมอได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอจนถึง 8 สัปดาห์ค่อยไปพบคุณหมอ นอกจากว่าถ้าคุณกำลังไม่สบายต้องกินยาอะไรเป็นพิเศษ หรือมีปัญหาบางอย่างตั้งแต่ก่อนตั้งท้อง อย่าลืมบอกรายละเอียดคุณหมอไปให้หมดนะคะ เพราะทุกอย่างมีผลต่อการเจริญเติบโตของเจ้าตัวน้อยทั้งนั้นค่ะ คุณหมอจะเริ่มให้คุณแม่ทานวิตามินรวมและโฟลิคแอซิดอย่างน้อย 400 – 600 ไมโครแกรมต่อวัน เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับ 6 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่เจ้าตัวน้อยของเรามีพัฒนาการที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ช่วงนี้จะทานอะไรควรเช็คให้ดีก่อนนะคะว่าดีสำหรับทั้งคุณแม่และคุณลูกหรือเปล่า เพราะไม่ว่าเราจะทานอะไรเข้าไปลูกก็จะได้รับสิ่งนั้นเช่นกันค่ะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 5 สัปดาห์

เจ้าตัวน้อยของเราตอนนี้กำลังมีการแยกตัวของกลุ่มเซลล์ให้กลายเป็นเนื้อเยื่อ 3 ชั้น คือ เนื้อเยื่อชั้นนอกหรือที่เรียกว่า Ectoderm เนื้อเยื่อชั้นกลางหรือที่เรียกว่า Mesoderm และเนื้อเยื่อชั้นในที่เรียกว่า Endoderm ทั้งหมดจะทำหน้าที่สร้างส่วนต่างๆของร่างกายให้ครบสมบูรณ์นั่นเอง

  • เนื้อเยื่อชั้นนอก จะสร้างระบบประสาท เริ่มจากที่สมอง เส้นประสาทที่สันหลัง กระดูกสันหลัง ต่อมต่างๆ และค่อยๆเจริญเติบโตเป็นผิวหนัง เส้นผม เล็บ เนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง และฟัน
  • เนื้อเยื่อชั้นกลาง จะสร้างหัวใจและระบบหมุนเวียนเลือด ช่วงสัปดาห์นี้หัวใจของเจ้าตัวน้อยเริ่มแบ่งเป็นห้องๆได้แล้ว และมีการเต้นและสูบฉีดโลหิตแล้ว นอกจากนี้เนื้อเยื่อส่วนกลางยังพัฒนาระบบกล้ามเนื้อและกระดูกอีกด้วย
  • เนื้อเยื่อชั้นใน จะคอยสร้างปอด ลำไส้ ระบบขับถ่าย ต่อมไธรอยด์ ตับ และตับอ่อน ในเวลาเดียวกันกับที่ส่วนต่างๆของร่างกายกำลังก่อร่างสร้างตัวขึ้นมา รกก็เริ่มทำหน้าที่ส่งสารอาหารสำคัญและส่งออกซิเจนไปที่เจ้าตัวน้อยแล้วค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

คุณแม่เริ่มมีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย และเริ่มปวดท้องฉี่บ่อยขึ้น รวมทั้งอาการคลื่นไส้ เปรี้ยวปาก อยากทานอาหารแปลกๆแตกต่างจากปกติ ถ้าช่วงนี้เราต้องไปปาร์ตี้หรือมีดินเนอร์นัดสำคัญควรงดแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาดค่ะ เพราะเพียงแก้วเดียวก็อาจทำให้เจ้าตัวน้อยของเรามีอาการผิดปกติหรือถึงขั้นแท้งได้ง่ายๆเลยค่ะ และควรเริ่มหาเวลาออกกำลังกายเบาๆอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยเตรียมร่างกายของเราให้แข็งแรงขึ้น เพื่อเตรียมแบกรับน้ำหนักที่กำลังจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุก เดือนต่อจากนี้ค่ะ และการออกกำลังกายเป็นประจำยังช่วยลดอาการปวดเมื่อยที่จะเกิดขึ้นกับได้ด้วยนะคะ ควรเลือกออกกำลังกายแบบพอเหมาะ เลือกออกกำลังกายแบบง่ายๆไม่ต้องใช้ร่างกายหักโหมจนเกินไป เช่น การเดิน ว่ายน้ำ เป็นต้น

การเจริญเติบโตทารกในครรภ์

รูปภาพประกอบจาก : http://www.webmd.com/baby/ss/slideshow-fetal-development

พัฒนาการทารกในครรภ์ 6 สัปดาห์

เจ้าตัวน้อยของเรากำลังมีพัฒนาการเติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างจมูก ปาก หูก็เริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างคร่าวๆบ้างแล้ว ถ้าเราส่องเข้าไปถึงมดลูกได้ล่ะก็จะเห็นว่าลูกเราดูหัวโตๆกว่าปกติ และมีจุดดำๆที่เดาได้ว่าคงเป็นตากับรูจมูก ส่วนแขนกับขาก็เริ่มมาเป็นตุ่มเล็กๆแล้วค่ะ แต่ยังไม่เห็นเป็นรูปร่างชัดเจนเท่าไหร่

ส่วนหัวใจของเจ้าตัวน้อยตอนนี้จะเต้นถี่ถึง 100-160 ครั้งต่อนาทีเร็วกว่าคุณแม่ถึงสองเท่าเลยนะคะ ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะระบบเลือดกำลังไปหล่อเลี้ยงร่างกาย ส่วนลำไส้ ตับกำลังค่อยๆสร้างขึ้นมา แม้แต่ต่อมพิทูอิทารี่ก็กำลังเริ่มสร้างเช่นกัน สมอง กล้ามเนื้อ และกระดูกก็เช่นกัน ถ้าวัดความยาวของตัวช่วงนี้จะได้ประมาณ 0.25 นิ้ว หรือประมาณเมล็ดถั่วเล็กๆเท่านั้นเองค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ช่วงนี้เราจะเริ่มรู้สึกอารมณ์เหวี่ยงๆ เดี๋ยวเซ็ง เดี๋ยวสนุก สดชื่น แถมยังควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้ แต่นี่คืออาการปกติของเราในช่วงตั้งท้องได้ 6 สัปดาห์ค่ะ เพราะช่วงนี้ ฮอร์โมนในร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้อารมณ์ของเราเปลี่ยนแปลงไปด้วย อาการอื่นๆอาจจะมีรอยแดงเป็นจ้ำๆ เกิดขึ้นใต้ร่มผ้า หรือฉี่ออกมามีเลือดบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องปกตินะคะ เพราะเกิดขึ้นกับผู้หญิงหนึ่งในสี่ที่ตั้งท้องในช่วงนี้ นอกจากว่าถ้าเรามีเลือดออกมากเกินไป อาจเกิดการผิดปกติอย่างแท้งหรือท้องนอกมดลูกก็ได้ แต่ถ้าไม่แน่ใจควรปรึกษาคุณหมอนะคะ

การเจริญเติบโตทารกในครรภ์

รูปภาพประกอบจาก : http://www.webmd.com/baby/ss/slideshow-conception

พัฒนาการทารกในครรภ์ 7 สัปดาห์

มือและขาพอจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างมากกว่าเดิม แต่ยังออกแนวอ้วนๆ ป้อมๆ เล็กๆ ยังไม่ถึงกับยืดออกมาเป็นแขนขาซะทีเดียว แถมเจ้าตัวเล็กยังดูเหมือนจะมีหางเล็กๆโผล่ออกมาด้วย ซึ่งสุดท้ายแล้วหางเล็กๆนี้จะกลายมาเป็นกระดูกก้นกบในอนาคตค่ะ แล้วก็จะหายไปในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ส่วนของสมองก็พัฒนาไปกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว ตับก็เริ่มฟอกเซลล์เม็ดเลือดแดงได้แล้ว และรอจนกว่าไขกระดูกจะพัฒนาเติบโตเพื่อมารับหน้าต่อไปค่ะ ตับอ่อนเริ่มผลิตฮอร์โมนอินซูลิน สำหรับช่วยใน การย่อยอาหาร และลำไส้เองก็เริ่มก่อตัวเป็นโพรง เพื่อที่จะส่งถ่ายเลือดและออกซิเจน รวมทั้งสารอาหารไปเลี้ยงร่างกายของเจ้าตัวน้อยแล้วค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ขนาดของมดลูกเริ่มขยายตัวเป็น 2 เท่า เริ่มมีอาการเบื่ออาหาร แล้วก็รู้สึกเหมือนจะป่วยตอนเช้าๆของแต่ละวัน อารมณ์จะเหวี่ยงแบบเต็มที่ เราจะรู้สึกปวดฉี่บ่อยขึ้นกว่าเดิมอีก เพราะมดลูกที่โตขึ้นเริ่มไปกดทับกระเพาะปัสสาวะ ส่วนที่ไตก็มีการฟอกเลือดเพิ่มขึ้น มีอาการคลื่นไส้ช่วงท้องได้ 1 – 3 เดือนแรก และจะเริ่มรู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆหลังจากผ่านไปแล้ว 14 สัปดาห์ นอกจากนั้นยังจะมีอาการท้องเสียอ่อนๆ พร้อมกับปวดฉี่บ่อยเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติค่ะ

การเจริญเติบโตทารกในครรภ์

รูปภาพประกอบจาก : http://www.clan-donaldson.com/2011/12/my-pregnancy-19-weeks.html

พัฒนาการทารกในครรภ์ 8 สัปดาห์

ตอนนี้เป็นระยะ 2 เดือนเต็มๆแล้ว นิ้วมือและนิ้วเท้าเล็กๆเริ่มโผล่ออกมาจากแขนและขาบ้างแล้วค่ะ หนังตาบางๆก็เริ่มปิดตาจนมิด ระบบทางเดินหายใจเริ่มต่อยาวจากลำคอไปที่ปอด ส่วนหางที่เคยเห็นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วตอนนี้ก็เริ่มสั้นลงจนเกือบหายไปแล้วค่ะ เซลล์ประสาทต่างๆในสมองก็เริ่มพัฒนาเชื่อมต่อกันขึ้นเรื่อยๆ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

เห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงของหน้าอกและ เนื้อเยื่อบางส่วน ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับเก็บกักน้ำนมในอนาคตนั่นเอง และหน้าอกของเราก็จะขยายขนาดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะคลอด ไซส์หน้าอกของเราสามารถเพิ่มขึ้นมาได้ 1 – 2 คัพเลยนะคะ พักนี้เราจะรู้สึกเหนื่อยเพลียได้ง่ายมากขึ้น เพราะระดับโปรเจสเตอโรนในฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้น จนทำให้เรารู้สึกอืดอาด ทำอะไรช้าลง ส่วนหนึ่งก็มาจากอาการคลื่นไส้ด้วยเหมือนกันค่ะ อาจมีอาการนอนไม่ค่อยหลับ หรือหลับไม่สนิท เพราะรู้สึกอึดอัด และอาจต้องลุกขึ้นไปฉี่บ่อยๆด้วยค่ะ

การเจริญเติบโตทารกในครรภ์

รูปภาพประกอบจาก : http://www.fitpregnancy.com/9-weeks-pregnant

พัฒนาการทารกในครรภ์ 9 สัปดาห์

รูปทรงและหน้าตาก็เริ่มดูเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงส่วนต่างๆมากขึ้นกว่าเดิม หัวใจแบ่งออกเป็น 4 ห้องเรียบร้อยแล้ว ลิ้นกับฟันเล็กๆก็เริ่มงอกมาใต้เหงือกบ้าง ส่วนหางที่เคยมีก็หายไปแล้วเชนกัน กล้ามเนื้อและระบบประสาทต่างๆเริ่มประสานต่อกัน อวัยวะเพศเริ่มขึ้นมา แต่ยังไม่สามารถเช็คได้ว่าเป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิง ช่วงนี้ดวงตาของเขาโตเต็มที่แล้ว แต่หนังตาจะยังปิดอยู่อย่างนั้นและจะไม่เปิดจนกว่าจะเข้าสู่สัปดาห์ที่ 27 และส่วนติ่งหู ปาก จมูก และรูจมูกก็เริ่มเห็นชัดเจนขึ้น

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ตอนนี้คนอื่นก็คงดูไม่ออกอยู่ดีว่าเรามีเจ้าตัวน้อยอยู่ในท้อง นอกจากน้ำหนักตัวที่จะเพิ่มขึ้นมาแค่เล็กน้อยเท่านั้น แต่เราจะรู้สึกได้ว่าเราท้องแล้ว ไม่เฉพาะแค่ตอนเช้าที่รู้สึกป่วยเท่านั้นแต่อาการแปลกๆต่างๆเริ่มมีเพิ่มมากขึ้น อารมณ์ยังเหวี่ยงๆยังคงมีอยู่เหมือนเดิม ผู้หญิงที่ท้องส่วนใหญ่จะเกิดอาการนี้ระหว่าง 6-10 สัปดาห์แรกของการตั้งท้อง และดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นจนถึงช่วง 4 – 6 เดือน และจะเกิดขึ้นอีกครั้งหลังจากคลอดลูกไปแล้วด้วยค่ะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 10 สัปดาห์

ส่วนพัฒนาของทารกในครรภ์อายุ 10 สัปดาห์ เล็บก็เริ่มงอกขึ้นมาบนนิ้วมือและนิ้วเท้า และเส้นผมบางๆรวมทั้งขนอ่อนๆก็เริ่มขึ้นแล้วเช่นกัน แขนก็เริ่มงอเตรียมพร้อมสำหรับเป็นข้อมือในอนาคต กระดูกสันหลังก็เริ่มขึ้นมาเป็นสันบางๆ รวมทั้งระบบประสาทแถวกระดูกสันหลังก็เริ่มแตกกิ่งก้านมากขึ้น หน้าผากก็เริ่มนูนขึ้นเตรียมพร้อมสำหรับสมองที่ค่อยๆโตขึ้นทุกวัน

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ช่วงการตั้งครรภ์ 10 สัปดาห์แรกนี้ถ้าไปพบคุณหมอเราจะเริ่มได้ยินเสียงหัวใจเจ้าตัวน้อยเต้นถี่ๆผ่านเครื่องช่วยฟังแบบอัลตราซาวน์ตอนที่เอาไปแนบกับท้องเราได้นะคะ ส่วนมดลูกของเราก็กำลังขยายตัวเพิ่มขนาดขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เวลาใส่เสื้อผ้าตัวเดิมแล้วรู้สึกคับๆอยู่บ้างเล็กน้อยค่ะ โดยเฉพาะช่วงหน้าอกที่เริ่มจะคับขึ้น อาจทำให้เวลาหายใจอึดอัดไปสักหน่อย ส่วนช่วงท้องตอนนี้ก็เริ่มพองๆขึ้นมาบ้าง อาจทำให้เรารู้สึกตัวหนากว่าเดิม

พัฒนาการทารกในครรภ์ 11 สัปดาห์

ขนาดตัวของทารกสัปดาห์นี้ยาวมากกว่า 1 ½ นิ้วแล้ว อีกไม่นานมือจะกำและคลายออกได้เช่นกัน ฟันซี่เล็กๆกำลังงอกขึ้นมาใต้เหงือก ส่วนกระดูกก็เริ่มแข็งแรงมากขึ้น ทารกจะเริ่มเตะเริ่มยืดแขนขาเหมือนบิดขี้เกียจได้บ้าง และจะเริ่มออกอาการถี่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อร่างกายเจริญเติบโตสมบูรณ์ขึ้นกว่านี้ บางครั้งยังอาจรู้สึกได้ถึงอาการสะอึกของทารกได้บ้างเหมือนกันค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ผู้หญิงตั้งท้องส่วนใหญ่ช่วงเวลานี้จะรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น เหมือนพลังในร่างกายเริ่มกลับมา อาการคลื่นไส้ก็เริ่มลดน้อยลงไปเรื่อยๆ แต่จะเริ่มท้องผูกแทน เพราะระดับฮอร์โมนที่มีการเปลี่ยนแปลง และมีบ้างที่รู้สึกแน่นหน้าอกมากขึ้น เพราะมีกรดในกระเพาะมากเกินไป อยากกินอะไรแปลกๆ หิวบ่อย ช่วงนี้ทานได้ก็ทาน เลยนะคะ เพราะน้ำหนักตัวของเราสามารถเพิ่มขึ้นได้ 1 – 3 กิโลกรัม สำหรับช่วงท้อง 3 เดือนแรก แล้วหลังจากนี้น้ำหนักจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเกือบครึ่งกิโลกรัมทุกๆ สัปดาห์

พัฒนาการทารกในครรภ์ 12 สัปดาห์

นิ้วมือเล็กๆของทารกกำลังกำและแบได้แล้ว ส่วนนิ้วเท้าจะเริ่มงอ กล้ามเนื้อที่ตาจะใกล้สมบูรณ์ เริ่มเม้มปากเข้าหากันได้มากขึ้น ช่วงนี้ถ้ากล้ามเนื้อหน้าท้องของเรามี การขยับเคลื่อนไหวทารกก็จะเริ่มดิ้นไปมาเป็นการตอบโต้กลับมาให้เรารู้สึกตัว นอกจากนั้นลำไส้ก็เริ่มพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ไตก็จะเริ่มขับของเสียออกจากกระเพาะปัสสาวะได้เช่นกันค่ะ ระหว่างนี้ระบบประสาทเส้นต่างๆในสมองก็จะเริ่มเชื่อมโยงหากันมากขึ้นเรื่อยๆ ตาจะเริ่มเคลื่อนที่จากด้านข้างไปอยู่ด้านหน้าใกล้เคียงตำแหน่งที่ถูกต้อง หูก็เริ่มขึ้นมาประจำตำแหน่งแล้วค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ช่วง 12 สัปดาห์เท่ากับระยะ 3 เดือนพอดีมดลูกของเรากำลังเติบโตจนทำให้ท้องน้อยขยายตัวขึ้นจนเริ่มรู้สึกอึดอัดบ้าง อาจต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นไซส์ใหญ่ขึ้น (ยกเว้นว่าถ้าเพิ่งท้องแรก ร่างกายอาจยัง ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนัก) อาจจะมีอาการแน่นหน้าอก เพราะกรดในกระเพาะที่มากเกินไป รู้สึกเจ็บตั้งแต่กระดูกหน้าอกไปจนถึงจุดที่ใต้ลำคอ ผู้หญิงที่ตั้งท้องส่วนใหญ่จะเกิดอาการแน่นหน้าอกระหว่างการตั้งท้องครั้งแรก ระหว่างนี้ในรกของเราจะผลิตฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพิ่มมากขึ้น เวลาเอนตัวนอนลงจะรู้สึกอึดอัดไปหมด แต่หลายๆคนจะยังไม่เกิดอาการนี้จนกว่ามดลูกจะเริ่มขยายและไปกดทับกระเพาะ แต่อาการปวดจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆค่ะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 13 สัปดาห์

เริ่มมีลายนิ้วมือขึ้นที่นิ้วมือเล็กๆของเขาแล้ว เส้นเลือดดำและอวัยวะต่างๆก็เริ่มมองเห็นชัดขึ้นผ่านผิวหนังบางๆของเขา ความยาวของลำตัวจะเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และไล่ตามความยาวของส่วนหัวมากขึ้นแล้วค่ะ ถ้าเจ้าตัวเล็กของเราเป็นผู้หญิงร่างกายของเขาจะเริ่มผลิตไข่มากกว่า 2 ล้านใบในรังไข่ ถ้าวัดความยาวของตัวก็จะใกล้เคียง 3 นิ้ว ส่วนน้ำหนักก็ใกล้หนึ่งออนซ์ค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ช่วงนี้เราจะมีอัตราเสี่ยงต่อการแท้งน้อยลงกว่าตอนตั้งท้องใหม่ๆนะคะ อาการแปลกๆที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 2 – 3 เดือนก่อนก็จะค่อยๆลดน้อยลงบ้างแล้ว ส่วนที่หน้าอกก็จะเริ่มผลิตน้ำนม เพื่อเตรียมสารอาหารสำคัญให้พร้อมสำหรับเจ้าตัวน้อยค่ะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 14 สัปดาห์

การเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้นกับเจ้าตัวน้อยของเรา เขาจะเริ่มกระพริบตา ขมวดคิ้ว ทำหน้าตาบู้บี้ เริ่มฉี่และดูดนิ้วได้แล้วด้วย ส่วนสมองก็จะเริ่มมีการกระตุ้น กล้ามเนื้อบนหน้าก็จะเริ่มมีการเคลื่อนไหวได้เล็กน้อย ไตก็เริ่มผลิตปัสสาวะได้ และขับปัสสาวะออกมาทิ้งภายในถุงน้ำคร่ำ จะเป็นแบบนั้นจนกว่าเขาจะคลอดออกมาช่วงนี้ลำตัวจะเริ่มพัฒนาเติบโตได้เร็วกว่าช่วงหัว เริ่มมองเห็นลำคอชัดเจนขึ้น ปลายสัปดาห์นี้มือของเขาจะยาวขึ้นขนาบไปกับช่วงลำตัว ส่วนขาก็จะยาวขึ้นเช่นกัน เส้นผมก็เริ่มนุ่มขึ้น และเริ่มมีขนเล็กๆขึ้นทั่วร่างกาย ส่วนตับก็จะเริ่มสร้างน้ำดี ม้ามก็จะเริ่มผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง ช่วงนี้เราอาจยังไม่ค่อยรู้สึกว่าเขาเริ่มเตะต่อยได้บ้างแล้ว เพราะมือกับเท้าของเขายังเล็กอยู่ยาวประมาณครึ่งนิ้วเท่านั้นเองค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ช่วงนี้เราจะรู้สึกมีเรี่ยวมีแรงมีพลังมากขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านๆมา หน้าอกดูเหมือนจะขยายเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย อาการที่เหมือนจะท้องเสียก็เริ่มน้อยลง แต่บางคนยังมีอาการคลื่นไส้อยู่บ้าง มดลูกขยายตัวจนทำให้หน้าท้องของเรายื่นออกมาจนเห็นได้ชัด ช่วงนี้เราอาจจะเริ่มวางแผนต่างๆสำหรับเจ้าตัวน้อยเตรียมเอาไว้บ้างก็ได้นะคะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 15 สัปดาห์

เจ้าตัวน้อยจะเริ่มหายใจเข้าและออกด้วยการสูดน้ำคร่ำเข้าและออกผ่านปอด ทำให้ปอดมีการสร้างถุงลมขึ้นมาช่วยในเรื่องของการหายใจเพิ่มขึ้น ช่วงขาเริ่มยาวกว่าแขน และเริ่มขยับข้อต่อของแขนขาได้ด้วยเช่นกัน แต่หนังตายังคงปิดสนิทเหมือนเดิม แต่จะเริ่มรับรู้เกี่ยวกับแสงได้แล้วค่ะ ถ้าเราส่องไฟฉายไปที่หน้าท้องของเราในอายุครรภ์ช่วงนี้ เจ้าตัวน้อยของเราก็จะพยายามหนีห่างจากแสงนั้น ส่วนใครที่รอลุ้นมาตลอดว่าลูกเราจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงกันแน่ ช่วงสัปดาห์นี้ไปพบคุณหมอเพื่อทำอัลตราซาวน์ก็จะรู้เพศของเจ้าตัวน้อยได้แล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าตัวน้อยของเราจะหันมุมไหนออกมาอวดคุณแม่คุณพ่อนะคะ ถ้าภาพที่ถ่ายเอาไว้เป็นมุมที่เจ้าตัวน้อยบังเพศของตัวเองเอาไว้เราก็อาจจะต้องอดใจรอต่อไปค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

น้ำหนักตัวของเราเพิ่มขึ้นมาประมาณ 3 – 4 กิโลกรัมค่ะ และถ้าเริ่มรู้สึกจมูกตันหายใจไม่ค่อย เพราะการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและปริมาณการไหลเวียนของ เลือดในร่างกายที่เพิ่มขึ้นจนทำให้จมูกมีเมือกมากขึ้น หรือเกิดอาการที่เรียกว่า “ริดสีดวงจมูก” ได้ง่ายค่ะ บางคนอาจเกิดการเพิ่มขึ้นของปริมาณเลือด และการขยายตัวของเส้นเลือดในจมูก จนทำให้หายใจไม่สะดวกนะคะ ไปพบคุณหมอเพื่อตรวจรักษาได้นะคะ

ถ้าอายุครรภ์เราถึงเกณฑ์ที่ต้องเจาะน้ำคร่ำก็อย่าตกใจกลัวจนเกินไปนะคะ จริงๆแล้วการเจาะน้ำคร่ำมีข้อดีคือทำให้เราได้ตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซมของเจ้าตัวน้อยก่อนที่เขาจะคลอดออกมานั่นเอง ทำให้เราได้รู้ล่วงหน้าว่าลูกปกติดีหรือเปล่าก่อนที่จะคลอดออกมา หรือถ้าไม่ปลอดภัยจริงๆก็จะได้หาวิธีแก้ไขได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งสามารถทำได้ตั้งแต่อายุครรภ์สัปดาห์นี้ (สัปดาห์ที่ 15) ไปจนถึงสัปดาห์ที่ 18 ค่ะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 16 สัปดาห์

เจ้าตัวน้อยสัปดาห์นี้กำลังเติบโตเต็มที่ มีขนาดพอๆกับผลอะโวคาโด หรือ ประมาณ 4 ½ นิ้วจากหัวถึงก้น และมีน้ำหนัก 98 กรัม ขาจะเริ่มสมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหัวก็จะตั้งตรงกว่าเดิมมากขึ้น ส่วนตาของเขาจากที่เคยอยู่ด้านข้างก็จะเคลื่อนมาด้านหน้าขึ้นเรื่อยๆ หูเริ่มอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง หนังศีรษะก็เริ่มขึ้น แม้ปอยผมจะยังไม่พร้อมขึ้นก็ตาม เล็บเท้าก็เริ่มยาวขึ้น ช่วงสัปดาห์นี้หัวใจของเขาสามารถสูบฉีดโลหิตได้ประมาณ 52 ลิตรต่อวัน

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

มดลูกของเราขยายตัวขึ้นมาที่ด้านบนได้ครึ่งทางแล้วค่ะ จุดสูงสุดของท้องตอนนี้จะอยู่ระหว่างกระดูกหน้าอกและสะดือ เส้นเอ็นต่างๆ รวมทั้งกล้ามเนื้อก็จะเข้ามาพยุงท้องของเราที่กำลังขยายตัวใหญ่ขึ้นและหนักขึ้นด้วย เราอาจจะรู้สึกสบายมากขึ้นนิดหน่อยจากช่วงก่อน อาการคลื่นไส้ อารมณ์เหวี่ยงจะเริ่มลดน้อยลง และผิวก็จะดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลขึ้น บางคนจะรู้สึกเหมือนเจ้าตัวเล็กเคลื่อนไหวไปมาดุ๊กดิ๊กอยู่ในท้องบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วสัปดาห์นี้จะยังไม่ค่อยรู้สึกได้ชัดเจนมากจนกว่าจะถึงสัปดาห์ที่ 18 ขึ้นไปค่ะ ส่วนคุณแม่ท้องแรกหลายๆคนอาจยังไม่รู้สึกว่าลูกดิ้นจนกว่าจะถึงสัปดาห์ที่ 20 หรือมากกว่านั้น ตอนแรกๆจะรู้สึกเหมือนมีอะไร กระเพื่อมน้อยๆเหมือนมีฟองแก๊สอ่อนๆปะทุอยู่ในห้อง หรือไม่ก็เหมือนกับป๊อปคอร์นกำลังดีดแป๊ะๆ หรือเหมือนถูกปลาตอดอยู่ค่ะ ถ้าเจ้าตัวเล็กของเราโตขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะยิ่งรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของเขาชัดเจนขึ้น

พัฒนาการทารกในครรภ์ 17 สัปดาห์

กระดูกอ่อนๆของเจ้าตัวน้อยกำลังแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ มีการเชื่อมต่อระบบต่างๆกับรกมากขึ้น ส่วนตัวเขาก็ยาวขึ้นเป็น 5 นิ้ว สามารถขยับข้อต่อต่างๆ และต่อมเหงื่อก็เริ่มสร้างขึ้นแล้วด้วยค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ท้องของเราจะเริ่มปรับเข้าหาจุดที่สมดุลมากขึ้น แต่การที่ท้องยื่นออกมาที่ลำตัวช่วงบนก็อาจทำให้การเดินของเราเปลี่ยนไป เพราะท้องที่โย้ไปด้านหน้าลำตัวมากขึ้น ทำให้หลังแอ่นไปข้างหน้า เวลาเดินจะมีท่าเบสิคที่เราเห็นบ่อยๆ อย่างเดินแล้วเอามือมาแบกน้ำหนักหลังเอาไว้ด้วยนะคะ ช่วงนี้จะเดินไปไหนมาไหนอาจต้องระวังตัวมากขึ้น เพราะอาจโซเซได้ง่ายกว่าเดิมค่ะ แนะนำให้เปลี่ยนจากส้นสูงมาใส่รองเท้าส้นเตี้ยๆแทนค่ะ ทำให้ช่วยลดอาการปวดหลัง และปวดขาให้น้อยลงได้ค่ะ ช่วงนี้ตาของเราอาจจะรู้สึกแห้งๆมากขึ้น ลองใช้ยาหยอดตาหยุดเพื่อเติมความชุ่มชื่นให้กับดวงตาจะได้ไม่รู้สึกรำคาญ โดยเฉพาะคนที่ใส่คอนแท็คเลนส์ช่วงนี้อาจจะรู้สึกตาแห้งง่ายขึ้นกว่าเดิม แนะนำให้เราใส่ไว้แค่ช่วงสั้นๆ หรือถ้าเป็นไปได้อาจเปลี่ยนมาใส่แว่นตาแทนจนกว่าเราจะคลอดเจ้าตัวน้อยออกมาค่ะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 18 สัปดาห์

แขนและขาเริ่มขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้มากขึ้นกว่าเดิม และจะเริ่มขยับตัวได้มากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนี้เป็นต้นไปจะเริ่มมองเห็นริ้วเส้นเลือดฝอยบางๆผ่านผิวหนังบางๆของเขา หูก็ค่อยๆขยับมาอยู่ในตำแหน่งที่สมบูรณ์มากขึ้น และหัวก็เริ่มเงยขึ้นมาตรงมากขึ้น ระบบประสาทจะสร้างสารไขมันมาหุ้มใยประสาทต่างๆ และจะเริ่มพัฒนาขึ้นเรื่อยๆอีกเป็นปีหลังจากคลอดออกมาแล้ว ถ้าเจ้าตัวน้อยของเราเป็นผู้หญิงร่างกายก็จะเริ่มสร้างมดลูกขึ้นมา แต่ถ้าเป็นเด็กผู้ชายอวัยวะเพศของเขาก็จะเริ่มเห็นเป็นรูปร่างชัดเจนขึ้นค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ช่วงนี้เราจะเริ่มรู้สึกหิวบ่อยขึ้น อาจจะต้องเลือกอาหารและขนมไว้ทานเล่นๆระหว่างวัน ควรอุดมไปด้วยคุณค่าของสารอาหารนะคะ และควรเปลี่ยนไซส์เสื้อผ้าให้ใหญ่ขึ้นอีกรอบ เพื่อความสบายตัวและท้องของเราเองค่ะ ระบบที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ความดันโลหิตเริ่มน้อยลงกว่าปกติ ช่วงนี้ถ้าต้องลุกขึ้นยืนพรวดพราด หรือถ้านอนอยู่ก็อย่าลุกนั่งเร็วเกินไปนะคะ เพราะอาจหน้ามืดได้ง่าย ช่วงนี้ท่านอนที่ทำให้เรารู้สึกสบายตัวขึ้นก็คือนอนตะแคงข้าง เพราะท่านอนหงายอาจทำให้มดลูกไปกดทับเส้นเลือด ทำให้เรารู้สึกปวดท้อง ท้องอืด และอึดอัดได้ เวลานอนหงายให้หาหมอนนุ่มๆ มารองตรงสะโพก หลัง และเท้าเอาไว้ด้วย จะได้รู้สึกนอนสบายตัวขึ้นค่ะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 19 สัปดาห์

ระบบประสาทของเจ้าตัวน้อยเริ่มพัฒนามากขึ้น สมองส่วนที่เกี่ยวกับการดมกลิ่น การลิ้มรส การได้ยิน การมองเห็น และการสัมผัสเริ่มเกิดขึ้น ผลการวิจัยหลายๆชิ้นยืนยันได้ว่าเจ้าตัวน้อยเริ่มได้ยินเสียงของเราแล้วค่ะ เพราะฉะนั้นคุยกับลูกบ้างนะคะ เวลาคุยกับลูกก็คุยด้วยเสียงดังๆ หรือไม่ก็อ่านหนังสือให้เขาฟังและร้องเพลงให้ฟังบ้างก็ได้นะคะ

ตัวยาวประมาณ 6 นิ้วได้แล้วจากหัวถึงก้น แขนและขาก็เริ่มมีขนาดสมส่วนมากขึ้นเมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆของร่างกาย ไตยังคงผลิตปัสสาวะอย่างต่อเนื่อง ส่วนขนอ่อนๆ เส้นผม และหนังศีรษะก็เริ่มขึ้นมาแบบหรอมแหร็ม และที่ผิวหนังก็มีเหมือนขี้ผึ้งบางๆคอยเคลือบที่ผิวหนังอีกชั้น เพื่อป้องกันกรดต่างๆที่อยู่ในรก และยังช่วยป้องกันการกระแทกกับของแข็งๆในมดลูกด้วยค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ตอนนี้ท้องเราเริ่มใหญ่ขึ้นมากแล้วค่ะ ทำให้เราเริ่มปวดที่ท้องน้อยและบริเวณใกล้เคียงมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาเปลี่ยนท่านั่ง ลุกยืน จะปวดตามเส้นเอ็น เพราะน้ำหนักที่ท้องเรามากขึ้น เส้นเอ็นต่างๆที่แบกรับน้ำหนักก็เลยต้องทำหน้าที่หนักนั่นเองค่ะ ถ้าอาการปวดไม่ดีขึ้นปรึกษาคุณหมอดูนะคะ

ช่วงนี้ถ้าสังเกตดีๆจะรู้สึกได้เลยว่าผิวหนังเรามีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน รู้สึกฝ่ามือแดงๆ ที่ผิวแดงขึ้นก็เพราะการเพิ่มขึ้นของเอสโตรเจน หรือบางคนผิวอาจจะดูกระดำกระด่างหรือดูคล้ำๆลงได้ เพราะเม็ดสีมีการสร้างสีผิวไม่สม่ำเสมอชั่วคราวเหมือนระบบกำลังรวนนิดหน่อยค่ะ อาจทำให้ริมฝีปากด้านบน หัวนม ต้นขาด้านใน รักแร้ และปากช่องคลอดดูคล้ำขึ้น เริ่มมีฝ้ากระ เหมือนมีรอยแผลเป็น ส่วนแก้มกับหน้าผากอาจจะดูซีดๆ และสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนกลัวก็คือหน้าท้องเริ่มลายแล้วค่ะ ถ้าไม่อยากให้เป็นรอยรีบป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆนะคะ

ช่วงนี้ถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะหลีกเลี่ยงแสงแดด เพราะจะเป็นตัวเร่งให้เม็ดสีในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น เวลาจะออกไปไหนก็อาจต้องดูแลตัวเองมากขึ้นนะคะ หาหมวกมาใส่ หรือ ใส่เสื้อแขนยาว และอย่าลืมทาครีมกันแดดที่หน้าและตัวเตรียมพร้อมเอาไว้ด้วยค่ะ ส่วนรอยฝ่า กระบางๆก็ให้หาคอนซีลเลอร์แต้มเอาไว้นะคะ จะทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้นได้ค่ะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 20 สัปดาห์

หลังจากสัปดาห์นี้เป็นต้นไปจะสามารถวัดความยาวได้ตั้งแต่หัวจนถึงเท้าเลยค่ะ เจ้าตัวน้อยหัดกลืนได้มากขึ้นทุกวัน ซึ่งดีกับเขาเพราะเท่ากับเป็นการฝึกระบบเกี่ยวกับการย่อยให้ดีขึ้นเรื่อยๆ และยังเป็นช่วงที่เขาจะเริ่มขับถ่ายเป็นครั้งแรก เพราะในลำไส้จะมีการรวมตัวกันของเซลล์ที่ตายแล้ว น้ำย่อยและน้ำคร่ำต่างๆที่เจ้าตัวน้อยกลืนลงไปท้อง อึก่อนแรกของเขาจะออกมาเป็นสีดำ เหนียวๆ เพราะมาจากสิ่งที่สะสมอยู่ในตับ ไต ไส้พุงของเขามาตั้งแต่แรกเกิดค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ในที่สุดเราอุ้มท้องผ่านมาได้ครึ่งทางแล้ว ตอนนี้ท้องเราจะเริ่มแอ่นไปข้างหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ และน้ำหนักตัวก็น่าจะเพิ่มขึ้นมาประมาณ 5 – 6 กิโลกรัมแล้ว ช่วงตั้งท้องเป็นเวลาที่ร่างกายเราต้องการธาตุเหล็กมากกว่าปกตินะคะ เพราะเราจะต้องใช้ธาตุเหล็กในการสร้างการเจริญเติบโตของเลือด เพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของเจ้าตัวน้อยและรก แนะนำว่าเนื้อสัตว์เป็นแหล่งรวมธาตุเหล็กที่ดีของคนท้องควรค่ะ หรือพวกเป็ด ไก่ และสัตว์น้ำที่มีเปลือก อย่างกุ้ง หอย ก็เต็มไปด้วยธาตุเหล็กเช่นกัน นอกจากนั้นธาตุเหล็กยังมีมากในผักตำลึง ผักโขม น้ำลูกพรุน ลูกเกดอีกด้วยค่ะ ช่วงนี้เราก็ควรศึกษาเกี่ยวกับการเติบโตของเจ้าตัวน้อยให้มากๆจะได้เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการคลอดเขาในอนาคตอันใกล้นี้ ลองวางแผนสิคะว่าเราจะคลอดเขาแบบไหนดี

การเจริญเติบโตทารกในครรภ์

รูปภาพประกอบจาก : http://www.baby2see.com/development/second_trimester.html

พัฒนาการทารกในครรภ์ 21 สัปดาห์

ดูเหมือนว่าเจ้าตัวน้อยของเราจะเริ่มขยับตัวบ่อยขึ้นกว่าเดิม เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของเขากำลังเคลื่อนไหวได้คล่องตัวมากขึ้น ช่วงนี้คิ้วและเปลือกตาของเขาก็เติบโตเต็มที่แล้วค่ะ ถ้าเจ้าตัวน้อยของเราเป็นผู้หญิงแน่นอนว่าเพศของเขาก็จะเห็นชัดเจนขึ้นด้วยเช่นกัน

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

อายุครรภ์ช่วงนี้เราจะรู้สึกสบายตัวมากขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อยค่ะ เพราะร่างกายเริ่มปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ได้มากขึ้นนั่นเอง ถึงแม้ว่าท้องของเราจะใหญ่ขึ้นมากก็ตาม ช่วงนี้เราอาจรู้สึกว่าตัวเองสวยน้อยลง เพราะผิวเริ่มมีสิวมากขึ้น ที่เป็นแบบนั้นเพราะต่อมไขมันใต้ผิวหนังเริ่มผลิตน้ำมันมากขึ้น ให้หมั่นล้างหน้าให้สะอาดวันละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย และอย่าลืมเช็คให้ดีว่ามอยซ์เจอร์ไรเซอร์และเครื่องสำอางที่เราใช้เป็นแบบออยล์ฟรีรึเปล่า และควรเลี่ยงการกินยาแก้สิว เพราะอาจจะมีผลกระทบกับเจ้าตัวเล็กของเราได้ ยาแก้สิวที่ใช้แต้มก็ต้องระวังนะคะ ถ้าไม่แน่ใจให้ถามคุณหมอก่อนจะดีที่สุดค่ะ

การเพิ่มขึ้นของโปรเจสเตอโรนอาจทำให้เรารู้สึกเจ็บที่ขามากขึ้น เพราะเส้นเลือดต่างๆถูกกดทับอยู่ ช่วงนี้อาจต้องหาเวลาออกกำลังกายขาเพื่อลดความเจ็บปวดของร่างกายลง เวลานอนให้ตะแคงข้าง เสื้อผ้าก็ให้ใส่แบบหลวมๆนะคะ โดยเฉพาะชุดชั้นในก็ต้องเลือกที่พอดีตัว อย่าให้คับจนเกินไป เพราะขอบของชุดชั้นในของคุณแม่ในอายุครรภ์ช่วงนี้อาจไปกดทับเส้นเลือดทำให้เลือดไหวเวียนไม่ดี และเป็นที่มาก็อาการเมื่อยและเจ็บปวดต่างๆค่ะ อาจจะมีเส้นเลือดขอดเกิดขึ้นได้นะคะ โดยเฉพะที่ข้อเท้า ขา และหน้า บางทีก็จับกลุ่มกันเหมือนใยแมงมุม ไม่ต้องตกใจไปค่ะพอเราคลอดเจ้าตัวน้อยออกมาอาการต่างๆที่ว่าก็จะหายไปเองค่ะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 22 สัปดาห์

รูปร่างหน้าตาของเจ้าตัวน้อยตอนนี้ค่อนข้างสมบูรณ์มากแล้ว ริมฝีปาก เปลือกตา คิ้วเห็นชัดเจนขึ้น ฟันซี่เล็กๆก็ขึ้นเป็นตุ่มๆใต้เหงือกแล้ว ดวงตาเริ่มครบสมบูรณ์ แต่สีของตายังบอกไม่ได้แน่นอนว่าเป็นสีอะไร ขนอ่อนๆเริ่มขึ้นทั่วร่างกายของเขา ส่วนผิวหนังจะดูเหี่ยวย่น ถ้าเมื่อไหร่ที่ไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนังมีจำนวนมากขึ้นผิวของเขาก็จะกลับมาเรียบเนียนเหมือนปกติค่ะ ส่วนตับอ่อนเริ่มผลิตสารที่เป็นประโยชน์กับร่างกายมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ช่วงนี้ถ้ามีใครมาทักว่าท้องเราดูใหญ่หรือเล็กกว่าคนอื่น ไม่ต้องไปกังวลนะคะ เพราะขนาดท้องของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเท่ากันเสมอไป ถ้าคุณหมอบอกว่าขนาดท้องของเราและน้ำหนักขึ้นมาพอดีๆก็โอเคแล้วค่ะ ที่สำคัญคือเจ้าตัวน้อยของเราต้องเติบโตไปพร้อมๆกับคุณแม่อย่างเราแบบสมบูรณ์เต็มที่ก็พอแล้วค่ะ ช่วงนี้เราจะเริ่มรู้สึกว่าผิวหนังเริ่มแตกลายมากขึ้น ผู้หญิงตั้งท้องกว่าครึ่งต้องเจอกับอาการนี้ โดยเฉพาะที่หน้าท้อง ก้น ต้นขา สะโพกและหน้าอก สีผิวก็จะเปลี่ยนด้วยจากสีชมพูเป็นสีน้ำตาล (ขึ้นอยู่กับสีผิวของแต่ละคน) แต่ถ้าเป็นไปได้ก็หมั่นทามอยซ์เจอร์ไรเซอร์เอาไว้นะคะ เพราะช่วงนี้ผิวอาจแห้งกว่าปกติได้ค่ะ เหงื่ออกมาก ควรดูแลความสะอาด เพื่อความสบายตัวค่ะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 23 สัปดาห์

ช่วงนี้เจ้าตัวน้อยของเรากำลังสนุกกับการเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น ถึงกับรู้ว่าตอนนี้คุณแม่อย่างเรากำลังเต้นอยู่ได้ด้วย ตัวของเจ้าตัวน้อยในสัปดาห์นี้ยาวขึ้นมา 11 นิ้วแล้ว และน้ำหนักก็เพิ่มขึ้นมามากกว่า ½ กิโลกรัมแล้ว ระยะนี้เขาอาจจะกระดุกกระดิกตัวเพิ่มขึ้น ระบบเส้นเลือดต่างๆก็พัฒนาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการหายใจในอนาคต และเขาก็เริ่มได้ยินเสียงที่ดังมากขึ้นได้เช่นกัน

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ตอนนี้เราอาจเริ่มสังเกตเห็นว่าข้อเท้าและเท้าดูบวมๆขึ้นเรื่อยๆทุกสัปดาห์ต่อจากนี้ไป โดยเฉพาะตอนหัวค่ำของวันหรือช่วงวันที่อากาศค่อนข้างร้อน เพราะช่วงนี้การหมุนเวียนของเลือดมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้มีการกักเก็บน้ำในบางส่วนของร่างกายเพิ่มขึ้น หรือที่เราเรียกว่า “อาการบวมน้ำ” ร่างกายจะมีปริมาณน้ำมากขึ้นตามจุดต่างๆตั้งแต่มีลูก เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้เราต้องเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้นกว่าปกติ ช่วงนี้ให้เรานอนตะแคงซ้าย หรือไม่ก็ยกเท้าให้สูงขึ้นทุกครั้งที่มีโอกาสนะคะ ยืดขาเหยียดตรงระหว่างที่นั่งอยู่ และหลีกเลี่ยงการยืดหรือนั่งนานๆ และพยายามออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเข้าไว้ เพื่อให้การไหลเวียนของน้ำในร่างกายดีขึ้น หรืออาจใส่ถุงน่องพยุงขาเอาไว้โดยเฉพาะช่วงเช้าๆ และใส่รองเท้าที่ค่อนข้างหลวมหน่อย แต่ถึงแม้ร่างกายจะบวมน้ำแค่ไหนเราก็ยังต้องดื่มน้ำให้เพียงพอทุกวันนะคะ เพราะการดื่มน้ำที่เพียงพอจะทำให้ร่างกายมีน้ำหล่อเลี้ยงที่เหมาะกับการใช้งาน แต่อย่างไรก็แล้วควรสังเกตอาการบวมน้ำที่ว่าอย่างใกล้ชิดนะคะ ถ้ารู้สึกว่านี่ไม่ใช่การบวมน้ำธรรมดาให้รีบปรึกษาคุณหมอทันที เช่น ถ้าอาการบวมน้ำเริ่มขึ้นมาที่แขนที่หน้า หรือแม้แต่รอบดวงตาค่ะ

การเจริญเติบโตทารกในครรภ์

รูปภาพประกอบจาก : http://www.babycentre.co.uk/24-weeks-pregnant

พัฒนาการทารกในครรภ์ 24 สัปดาห์

สัปดาห์นี้เขาน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาอีก 112 กรัม และขนาดตัวก็ยาวใกล้เคียงหนึ่งฟุตแล้วด้วย แต่ตัวของเขาจะเริ่มผอมลง เพราะตัวยืดขึ้น สมองของเขากำลังเติบโตก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว สามารถรับรู้รสชาติต่างๆได้แล้ว ปอดของเขาก็กำลังแบ่งเซลล์ต่างๆแตกกิ่งก้านออกไปเหมือนต้นไม้ ซึ่งก็จะทำให้ถุงลมของเขาเตรียมพร้อม สำหรับการก้าวออกไปสู่โลกในอนาคต ส่วนผิวหนังของเขาก็ยังบางและดูโปร่งแสงอยู่ค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ในช่วงที่ตั้งท้องระหว่างสัปดาห์ที่ 24 – 28 นี้จะเริ่มทดสอบระดับกลูโคสในร่างกาย หรือที่เรียกว่า GCT (Glucose Challenge Test) การทดสอบนี้จะทำให้เราได้รู้ว่าเรามีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานหรือเปล่า ถ้าระดับกลูโคสในร่างกายสูงขึ้นก็แปลว่าเจ้าตัวน้อยของเราอาจมีอันตรายเสี่ยงต่อความผิดปกติของร่างกายได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นละเลยการทดสอบนี้ไม่ได้เลยนะคะ

การเจริญเติบโตทารกในครรภ์

รูปภาพประกอบจาก : http://www.babycentre.co.uk/24-weeks-pregnant

พัฒนาการทารกในครรภ์ 25 สัปดาห์

เวลานี้ผิวหนังที่เคยเหี่ยวย่นของเขาก็ค่อยๆเรียบตึงขึ้น ดูหน้าตาแล้วก็ใกล้เคียงกับทารกแรกเกิดแล้วล่ะค่ะ เส้นผมก็ยังขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเห็นความแตกต่างของสีและความละเอียดได้แล้วด้วยค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ช่วงนี้เราควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้จะรู้สึกว่าตัวเองอุ้ยอ้ายมากขึ้นก็ตาม แต่อย่าออกกำลังกายหนักเกินไปนะคะ ถ้าเรารู้สึกเหนื่อย รู้สึกเจ็บปวด เวียนศีรษะ หรือหายใจถี่ขึ้น ให้หยุดทันที อย่านอนหงายราบไปกับพื้น และอย่าเล่นกีฬาอย่างอื่นนอกจากการออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับคุณแม่มีน้องเท่านั้น เช่น การเดินและว่ายน้ำ และอย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอระหว่างออกกำลังกายด้วย และเผื่อเวลาสำหรับวอร์มอัพและคูลดาวน์ก่อนและหลังออกกำลังกายทุกครั้งด้วยนะคะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 26 สัปดาห์

ระบบประสาทต่างๆภายในหูของเจ้าตัวน้อยเริ่มพัฒนาดีขึ้นเรื่อยๆกว่าช่วงก่อน สามารถแยกแยะได้ว่าอันนี้เสียงคุณแม่ อันนี้เสียงคุณพ่อเวลาคุยกันได้ด้วย การหายใจเข้าออกระหว่างที่อยู่ในถุงน้ำคร่ำของเขายังแผ่วเบาอยู่ แต่การฝึกนี้จะช่วยเตรียมพร้อมสำหรับการหายใจทางปอดในอนาคตของเขาได้ และยังช่วยให้เขาเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการหายใจสูดอากาศเข้าและออกครั้งแรกหลังจากคลอดออกมาใหม่ๆด้วยนะคะ

สัปดาห์นี้ตัวเขาจะใหญ่ขึ้นอีกเล็กน้อยน้ำหนักจะอยู่ที่ประมาณ 800 กรัม และตัวยาวขึ้นประมาณ 14 นิ้ว จากหัวถึงเท้า ถ้าเจ้าตัวเล็กเป็นเด็กผู้ชายอัณฑะจะถูกห่อหุ้มไว้ด้วยถุงอัณฑะ ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 2 – 3 วันถึงจะสมบูรณ์ค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

กำลังเข้าคอร์สสำหรับการเตรียมตัวคลอดลูก หรือกำลังเตรียมห้องใหม่สำหรับให้เจ้าตัวน้อยก็อย่าลืมดูแลตัวเองให้ครบถ้วนด้วยนะคะ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินที่ต้องมีสารอาหารที่จำเป็นกับทั้งคุณแม่และคุณลูก รวมทั้งการพักผ่อนที่เพียงพอ

ถ้ารู้สึกปวดตั้งแต่กลางหลังไล่ลงมานั่นก็เป็นเพราะมดลูกที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นนั่นเอง ซึ่งเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ ข้อต่อต่างๆต้องคอยพยุงรับน้ำหนักที่มากขึ้นนี้อย่างต่อเนื่องทุกวัน ซึ่งก็ไม่แปลกที่เราจะรู้สึกเมื่อยไปหมดทั้งตัวโดยเฉพาะช่วงค่ำๆของแต่ละวัน การเดิน ยืน หรือนั่งนานๆเกินไปจะทำให้ยิ่งปวดหลังมากขึ้น การอาบน้ำ ด้วยน้ำอุ่นๆ หรือแช่ตัวในน้ำอุ่นๆจะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายขึ้นค่ะ พยายามหาท่านั่งท่ายืนที่ช่วยให้ร่างกายสมดุล นั่งเก้าอี้ให้ก้นชิดพนัก และหลังตรง เวลายืนก็เหมือนกัน พยายามยืนให้หลังตรง หากแอ่นหลังไปตาม น้ำหนักท้อง หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องก้มๆเงยๆ หรือบิดตัวบ่อยๆ หาเวลาพักเบรคเปลี่ยนท่านั่งท่ายืนบ้าง เวลานอนก็ให้หาหมอนนุ่มๆมารองไว้ที่หัวเข่ากับขาของเราข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างก็ได้ แล้วหาหมอนอีกใบมารองไว้ที่ท้องด้วยจะช่วยลดน้ำหนักที่ต้องแบกรับได้ค่ะ หาเวลานอนซักงีบช่วงบ่ายทุกวันวันละ 15 นาที จะช่วยให้คุณแม่สดชื่นส่งผลดีต่อเจ้าตัวน้อยในท้องด้วยนะคะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 27 สัปดาห์

สัปดาห์นี้เจ้าตัวน้อยน้ำหนักขึ้นมาเกือบ 1 กิโลกรัม และตัวก็ยาว 14 ½ นิ้วแล้ว ช่วงนี้เขาเริ่มตื่นและนอนตามเวลาของเขาเอง เริ่มลืมและหลับตาได้ด้วยเช่นกันค่ะ และบางทียังดูดนิ้ว เหมือนเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ เนื้อเยื่อในสมองเริ่มพัฒนามากขึ้นและค่อนข้างจะรับรู้สิ่งต่างๆได้รวดเร็วขึ้นด้วยค่ะ ปอดก็เริ่มทำงานตามระบบมากขึ้น และบางทีเราอาจจะรู้สึกได้เวลาที่เจ้าตัวน้อยสะอึก ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

เป็นช่วงเวลาที่อวัยวะต่างๆของเจ้าตัวน้อยของเรากำลังพัฒนาจนใกล้จะสมบูรณ์ขึ้นทุกทีแล้วค่ะ แต่อาการแปลกๆยังเกิดขึ้นกับเราแบบไม่หยุดยั้ง เช่น นอกจากปวดหลังแล้ว เราอาจจะเป็นตะคริวที่ขาได้ง่ายกว่าปกติ เพราะขาต้องแบกรับน้ำหนักมากกว่าเดิมเยอะเลยในเวลาไม่กี่สัปดาห์ และมักจะเป็นตะคริวช่วงกลางคืนมากกว่ากลางวัน แต่จริงๆแล้วก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งวันนะคะ ถ้าเป็นตะคริวเมื่อไหร่ให้จำไว้นะคะว่าต้องเหยียดขาให้ตึงตั้งแต่ขาจนถึงปลายนิ้วเท้าให้มากที่สุด หลังจากนั้นก็อาจจะเปลี่ยนมาเป็นเดินให้เลือดหมุนเวียนขึ้น แล้วก็นวดเบาๆ หรือประคบด้วยความร้อนจะช่วยคลายอาการตะคริวได้ค่ะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 28 สัปดาห์

เขาเริ่มกะพริบตาได้แล้ว และก็เริ่มมองเห็นได้ลางๆตั้งแต่อยู่ในมดลูกด้วยค่ะ ส่วนเซลล์ประสาทเป็นล้านล้านเซลล์พัฒนาขึ้นในสมอง ตัวของเขาจะเริ่มอ้วนขึ้นกว่าเดิม เพื่อเตรียมสำหรับการออกมาสู่โลกภายนอกที่ใกล้จะถึงนี้

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ช่วงนี้เราคงต้องเริ่มไปพบคุณหมอบ่อยขั้นเป็นทุกๆสองสัปดาห์ อยู่ดีๆเราจะรู้สึกว่าร่างกายดูน่าเกลียดเหลือเกินจะเคลื่อนไหวตัวแต่ละทีก็ลำบากจัง โดยเฉพาะช่วงขาที่ดูเหมือนจะเดินไปไหนมาไหนยากขึ้น แม้แต่ตอนนี้รู้สึกอยากผ่อนคลายสบายหรือตอนนอนก็ตาม นี่คืออาการ Restless Legs Syndrome (RLS) ให้เราพยายามเหยียดขา หรือนวดบ่อยๆ ลดคาเฟอีนให้น้อยลง เพราะอาจทำให้อาการแย่ลงได้ แล้วทานธาตุเหล็กให้มากขึ้น รวมทั้งปรึกษาคุณหมอถึงอาการที่เกิดขึ้นเพื่อจะได้หาทางแก้ไขต่อไปค่ะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 29 สัปดาห์

น้ำหนักของเจ้าตัวน้อยเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆเป็น 1.3 กิโลกรัมแล้ว และตัวก็ยาวขึ้นเป็น 15 นิ้ว กล้ามเนื้อต่างๆและปอดก็กำลังเติบโตเต็มที่ ตอนนี้หัวของเขาใหญ่ขึ้นอีกนิด หน่อย เพื่อจะได้กันพื้นที่สำหรับสมองที่ขยายตัวขึ้น ช่วงนี้ร่างกายของเขากำลังต้องการสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตมากมายและอย่างต่อเนื่องด้วยค่ะ โดยเฉพาะโปรตีน วิตามินซี กรดโฟลิค และธาตุเหล็ก เพราะกระดูกกำลังต้องการแคลเซียมถึง 250 มิลลิกรัมทุกวัน เพื่อให้กระดูกแข็งแรงมากขึ้น เพราะฉะนั้นอย่าลืมดื่มนมที่มีส่วนผสมของแคลเซียมให้เพียงพอด้วยนะคะ และนอกจากนมแล้วเราอาจทานอาหารอื่นๆที่มีแคลเซียมที่จำเป็นกับร่างกาย เช่น ชีส โยเกริ์ต น้ำส้มด้วยยิ่งดีค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ช่วงนี้เจ้าตัวน้อยของคุณกำลังซนสุดๆเลยค่ะ ช่วงนี้คุณหมออาจจะให้เราเริ่มนับจำนวนการเตะของเจ้าตัวน้อยในแต่ละวัน จดเอาไว้แล้วอาจตกใจว่าเขาไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนนะ ถ้าเขาเริ่มเตะน้อยลงจนผิดสังเกตต้องรีบปรึกษาคุณหมอด่วนเลยค่ะ

ส่วนอาการเจ็บหน้าอกและท้องผูกที่เคยเป็นช่วงแรกๆตอนตั้งท้อง อาจจะกลับมามีอาการใหม่อีกครั้งในช่วงนี้ และฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรนที่เกิดขึ้นในช่วงตั้งท้องจะทำให้เรารู้สึกว่ากล้ามเนื้อในร่างกายทำงานช้าลงมากขึ้น โดยเฉพาะที่กระเพาะและลำไส้ เวลาทานอาหารมื้อใหญ่ๆอาจจะทำให้เรารู้สึกท้องอืดๆ หรือปวดท้องเพราะมีแก๊สในกระเพาะ หลังจากนั้นก็อาจจะรู้สึกเจ็บแน่นหน้าอกตามมาค่ะ

ระหว่างตั้งท้องผู้หญิงหลายคนจะเกิดอาการที่เรียกว่า “Supine Hypotensive Syndrome” หรืออาการเฉื่อยชานั่นเองค่ะ ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรเพราะอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตที่มีการเปลี่ยนแปลง อาจทำให้เรารู้สึกเหมือนเวียนหัวตลอดเวลา จนไม่อยากทำอะไรแม้แต่เปลี่ยนท่าทางของตัวเองตอนนั่ง ตอนนอน ถ้าเป็นไปได้ช่วงนี้อย่าเพิ่งลุกยืนเร็วเกินไปนะคะ เพราะอาจทำให้หน้ามืดและหกล้มได้ง่ายค่ะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 30 สัปดาห์

ตอนนี้เจ้าตัวน้อยตัวยาวได้ 15.7 นิ้วแล้ว และน้ำหนักก็ราวๆประมาณ 1.5 กิโลกรัม เปลือกตาของเขากำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังคงปิดตาอยู่ แต่เมื่อไหร่ที่ลืมตาขึ้นก็สามารถรับแสงได้แล้วค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ช่วงนี้เราจะรู้สึกเหนื่อยและเพลียอยู่ เพราะเวลานอนหลับไม่ค่อยสนิทเท่าที่ควร แถมยังรู้สึกงุ่มง่ามกว่าเคย เพราะน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นและหน้าท้องที่ขยายตัวขึ้นทุกวัน ช่วงนี้ข้อต่อต่างๆจะรู้สึกดีขึ้นทำให้สบายตัวขึ้นนิดหน่อย ช่วงท้องเริ่มกดทับทำให้ขาแยกออกจากกันมากขึ้น โดยเฉพาะเวลายืน เพราะท้องมาค้ำอยู่ อาการเท้าบวมยังเป็นเหมือนเดิมด้วยค่ะ ช่วงนี้ฮอร์โมนก็ยังทำให้อารมณ์ในแต่ละวันของเราขึ้นๆ ลงๆอยู่บ้าง และส่วนใหญ่ก็เริ่มกังวลว่าจะทำหน้าที่แม่ที่ดีในอนาคตได้หรือเปล่า ถ้าอารมณ์ช่วงนี้ดูเหมือนจะฉุนเฉียวง่ายขึ้นและถี่ขึ้นกว่าปกติ ควรปรึกษาคุณหมอดูบ้างนะคะ เพราะคุณแม่อารมณ์ไม่ดีจะพาลให้ลูกอารมณ์ไม่ดีตามไปได้ค่ะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 31 สัปดาห์

ช่วงนี้เขาจะสามารถขยับหัวหมุนไปด้านข้างได้แล้ว ส่วนแขนและขาและตัวก็เริ่มมีไขมันสะสมมากขึ้น ทำให้ผิวไม่ค่อยเหี่ยวย่นเหมือนตอนแรกๆ สัปดาห์นี้เขาจะเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกายได้คล่องแคล่วมากขึ้น เพราะฉะนั้นเขาอาจจะกวนเวลานอนของเราได้บ้างเหมือนกันนะคะ ด้วยการเตะและกลับตัวขึ้นๆลงๆบ้าง ยิ่งลูกดิ้นลูกเตะมากแค่ไหนก็แปลว่าเขาแข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ช่วงนี้จะรู้สึกเหมือนมดลูกหดเกร็งและคลายตัวเป็นระยะๆมากขึ้น การปวดเกร็งแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 30 วินาที แต่ถ้ามดลูกบีบตัวมากกว่า 4 ครั้งต่อชั่วโมงหรือถ้าเริ่มมีน้ำหรือมีเมือกเหลวๆ หรือเลือดไหลออกจากช่องคลอดต้องรีบปรึกษาคุณหมอนะคะ นอกจากนั้นอาการปวดหลังก็ดูเหมือนจะมีเพิ่มขึ้น สัปดาห์นี้ให้เราลองสังเกตดูด้วยนะคะว่ามีน้ำนมไหลออกมาเป็นครั้งแรกจากหน้าอกของเราหรือยัง ถ้ามีอาจต้องหาผ้าปิดรองไว้ที่หัวนมเวลาใส่ชุดชั้นในจะได้ไม่ไหลเลอะเปื้อน บราของเราโดยไม่รู้ตัว และถ้าบราที่ใส่ตอนนี้แน่นเกินไป อย่าลืมเปลี่ยนขนาดให้พอดีกับหน้าอกไซส์ใหม่ของเราด้วยนะคะ หรืออาจเปลี่ยนมาใส่บราที่สามารถเปิดด้านหน้าเหมือนจะให้นมไว้เลยก็ได้ เผื่อว่าเราจะได้เปลี่ยนผ้ารองใหม่เวลาที่น้ำนมไหลออกมาจะได้สะดวกมากขึ้นค่ะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 32 สัปดาห์

ตอนนี้เจ้าตัวน้อยจะมีน้ำหนักรวม 1.7 กิโลกรัม และขนาดตัวก็ยาว 16.7 นิ้วแล้ว เพราะฉะนั้นตัวเขาจะเริ่มอึดอัดบ้างเวลาอยู่ในมดลูก เพราะพื้นที่ว่างด้านในเริ่มมีน้อยลง ตอนนี้เล็บมือ เล็บเท้า และเส้นผมเริ่มขึ้นอย่างเต็มที่แล้ว ผิวหนังก็เริ่มนุ่มและเรียบเนียนขึ้นเช่นกันค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ช่วงนี้ปริมาณเลือดในตัวเราจะเพิ่มขึ้น 40-50 เปอร์เซนต์นับจากวันแรกที่ตั้งท้อง มดลูกก็เคลื่อนตัวสูงขึ้นเรื่อยๆจนตอนนี้น่าจะอยู่ใกล้กับกระบังลมและท้องค่ะ เพราะฉะนั้นมดลูกอาจไปกดทับกระบังลมทำให้เราหายใจถี่ขึ้น และบางครั้งก็อาจรู้สึกเจ็บหน้าอกด้วย ช่วงนี้พยายามนอนโดยใช้หมอนนุ่มๆรองที่ท้องเอาไว้นะคะ และอาจจะเปลี่ยนมากินอาหารมื้อเล็กๆแต่บ่อยขึ้นแทนจะดีกว่าค่ะ เพราะระบบย่อยทำงานช้าลง ทานน้อยๆจะได้ช่วยแบ่งเบาภาระของกระเพาะและลำไส้ไปในตัวด้วย อาการปวดหลังยังปวดอยู่เหมือนเดิมค่ะ วิธีที่ช่วยลดอาการปวดได้บ้างก็คือการเดิน ยืน และนั่ง เปลี่ยนท่าทางบ่อยๆ และให้เลือกเก้าอี้เตี้ยๆ แช่ตัวในอ่างน้ำอุ่นๆ บ้างก็จะดีขึ้นค่ะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 33 สัปดาห์

เจ้าตัวน้อยของเราโตขึ้นเรื่อยๆน้ำหนักตัวของเขาสัปดาห์นี้หนักมากกว่า 2 กิโลกรัมแล้ว ตอนนี้ผิวหนังของเขาไม่เหี่ยวย่นแล้ว เพราะมีไขมันเข้าไปสะสมที่ใต้ผิวหนัง มากขึ้น ส่วนกระดูกก็แข็งแรงและเชื่อมต่อกันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะเป็นการเตรียมพร้อมถ้าต้องคลอดด้วยวิธีธรรมชาตินั่นเองค่ะ นอกจากนั้นส่วนต่างๆในสมองและเนื้อเยื่อต่างๆก็พัฒนาเติบโตไปเรื่อยๆค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ดูเหมือนว่าเจ้าตัวน้อยของเราจะกินพื้นที่หน้าท้องของเราจนเกือบเต็มแล้ว แน่นอนว่าเราจะรู้สึกอึดอัดเต็มที่ ช่วงนี้พยายามหาท่านั่ง ท่านอนที่ทำให้เรารู้สึกสบายตัวที่สุดเอาไว้นะคะ ช่วงนี้เริ่มมีอาการปวดและชาๆที่นิ้วมือ ข้อมือ และมือบ้าง เหมือนกับว่าเนื้อเยื่อในร่างกายกำลังกดทับเส้นประสาทอยู่ พยายามเหยียดให้ตึงบ่อยๆ โดยเฉพาะที่นิ้วมือและข้อมือ แช่มือในน้ำอุ่นตอนเช้าสัก 5 -10 นาทีจะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้อาการปวดและชาจะลดลงและหายไปค่ะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 34 สัปดาห์

ไขมันเริ่มสะสมอยู่ใต้ผิวหนังมากขึ้นเป็นการเตรียมพร้อมให้เจ้าตัวน้อยรู้สึกอบอุ่นตอนออกไปเจอโลกภายนอก และยังช่วยทำให้ผิวเหี่ยวๆของเจ้าตัวน้อยเรียบตึงขึ้นด้วย ระบบประสาทส่วนกลางและปอดเริ่มพัฒนาจนเกือบสมบูรณ์ ซึ่งจริงๆแล้วทุกอย่างดูเตรียมพร้อมสำหรับการออกมาดูโลกภายนอกอย่างเต็มที่แล้ว เพราะปกติแล้วผู้หญิงเราจะพร้อมคลอดในช่วงสัปดาห์ที่ 34 – 37 นั่นเองค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ตอนนี้ดูเหมือนว่าอาการต่างๆที่เคยเกิดขึ้นในช่วงตั้งท้อง 1 – 3 เดือนแรกจะไม่กลับมาหาเราอีกแล้ว แต่วาเราก็จะรู้สึกอึดอัดกับตัวเองมากขึ้น รู้สึกเหนื่อย และอ่อนเพลียมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะช่วงที่ท้องใหญ่ขึ้นจะทำให้ตอนกลางคืนนอนหลับไม่สนิทเท่าที่ควร เพราะปวดท้องฉี่ถี่ขึ้นเรื่อยๆ พอตื่นเช้ามาก็เลยเหมือนยังนอนหลับไม่พอ ช่วงนี้ให้เรางดกิจกรรมต่างๆที่ต้องออกแรงให้น้อยลงด้วยนะคะ พยายามเก็บพลังงานเตรียมพร้อมเอาไว้สำหรับคลอดเจ้าตัวน้อยดีกว่าค่ะ อย่าลุกนั่งหรือยืนเร็วเกินไป เพราะอาจหน้ามืดได้ง่าย รวมทั้งขาและเท้าก็ยังจะดูบวมอยู่ค่ะ

การเจริญเติบโตทารกในครรภ์

รูปภาพประกอบจาก : http://www.webmd.com/baby/ss/slideshow-fetal-development

พัฒนาการทารกในครรภ์ 35 สัปดาห์

ช่วงนี้ในมดลูกจะทำให้เจ้าตัวน้อยรู้สึกอบอุ่น เขาก็เลยไม่ค่อยกลับตัวเท่าไหร่ แต่ยังเตะจำนวนเท่าเดิม ไตก็พัฒนาจนสมบูรณ์แล้ว และตับก็สามารถขับถ่ายของเสียออกมาได้แล้วเช่นกัน เรียกว่าตอนนี้ร่างกายของเขาทั่วๆไปค่อนข้างสมบูรณ์มากแล้วค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

กระดูกเชิงกรานของเราเข้าสู่โหมดพร้อมแล้วสำหรับการคลอดลูก และถ้ามองลึกเข้าไปด้านในมดลูกได้ ตอนนี้เราคงเห็นเจ้าตัวเล็กเบียดเสียดอยู่ในถุงน้ำคร่ำแบบแทบไม่เหลือพื้นที่ให้น้ำคร่ำที่อยู่ข้างในเลย มดลูกก็ขยายขนาดจนเต็มที่แล้ว ผลที่ตามมาก็คือมดลูกจะยิ่งไปเบียดพื้นที่ในท้อง ทำให้ไปกดทับกระเพาะปัสสาวะมากขึ้น อาการปวดฉี่อยากเข้าห้องน้ำของเราก็เลยจะยิ่งถี่ขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้นอาการเจ็บหน้าอกและปวดเมื่อยต่างๆก็ยังเป็นอยู่อย่างต่อเนื่องแบบไม่ยอมหายกันง่ายๆ

ช่วงนี้เราคงต้องไปพบคุณหมอทุกสัปดาห์ บางครั้งอาจจะต้องตรวจเช็คหาเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า Group B streptococci หรือ (GBS) ซึ่งเชื้อนี้อาจถ่ายทอดไปสู่เจ้าตัวน้อยได้ระหว่างตั้งท้อง เหมือนกับอาการปอดบวม เนื้อเยื่ออักเสบ และเลือดติดเชื้อ เพราะ 10 ใน 30 เปอร์เซนต์ของผู้หญิงท้องไม่รู้ว่าตัวเองมีเชื้อแบคทีเรียนี้อยู่ในตัว ถ้ามีเชื้อนี้อยู่จริงๆก็สามารถฉีดวัคซีนระหว่างที่ท้องได้ และยังช่วยป้องกันไม่ให้เจ้าตัวน้อยของเราติดเชื้อแบคทีเรียนี้ด้วยค่ะ

พัฒนาการทารกในครรภ์ 36 สัปดาห์

น้ำหนักของเจ้าตัวน้อยยังเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยสัปดาห์นี้ น้ำหนักเขาขึ้นมาเป็น 2.5 กิโลกรัม และขนาดตัวยาวมากกว่า 18 ½ นิ้ว เส้นผมตอนนี้ขึ้นมาทั่วศีรษะแล้ว รวมทั้งขนอ่อนๆทั่วร่างกายด้วย ผิวหนังยังเหมือนมีขี้ผึ้งบางๆเคลือบอยู่ เพื่อป้องกันผิวของเขาหลังจากคลอดออกมาแล้วนั่นเอง ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ร่างกายและระบบต่างๆก็จะเติบโตครบสมบูรณ์ (อยู่ระหว่างช่วง 37-42 สัปดาห์ต่อจากนี้) ตอนนี้หัวจะเริ่มคว่ำลง แต่ถ้าเขาไม่ยอมคว่ำลงตามธรรมชาติ คุณหมออาจแนะนำให้เราผ่าท้องคลอดแทนการคลอดแบบธรรมชาติ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ช่วงนี้เราจะรู้สึกว่าแน่นท้องมากเป็นพิเศษ แม้แต่อาหารก็ทานยากขึ้น แนะนำให้แบ่งทานเป็นมื้อย่อยๆแต่บ่อยขึ้นจะดีกว่าค่ะ และเราจะรู้สึกเจ็บหน้าอกน้อยลงและหายใจสะดวกขึ้น เพราะตัวเจ้าตัวน้อยเริ่มคว่ำตัวลงเลยกลายเป็นว่าจะเริ่มเจ็บท้องด้านล่างโดยเฉพาะแถวช่องคลอดและต้นขามากขึ้นแทน เพราะเจ้าตัวเล็กลงไปกดทับเส้นประสาทใกล้ช่องคลอด ซึ่งก็จะทำให้เวลาเดินไปไหนมาไหนลำบากขึ้น และยังทำให้ปวดท้องฉี่มากขึ้นกว่าเดิมอีก คุณแม่หลายๆคนบอกว่าอาการช่วงนี้เหมือนคนเอาขาหนีบลูกโบว์ลิ่งเลยเลยค่ะ

สัปดาห์นี้อาการเจ็บท้องเตือนเริ่มมีมากขึ้นอาจเกิดขึ้น 5 นาที ทุกๆชั่วโมง ให้เราคอยสังเกตอาการน้ำเดินว่าเกิดขึ้นหรือยัง และยิ่งใกล้คลอดอาจต้องมีคนอยู่ใกล้ชิดเรามากขึ้น เพราะเราไม่รู้ถุงน้ำคร่ำจะแตกเมื่อไหร่ นอกจากนี้ยังมีอาการอื่นๆเกิดขึ้นอีก เช่น เลือดออกทางช่องคลอดเล็กน้อย เป็นไข้ ปวดหัวแบบรุนแรง และปวดกล้ามเนื้อค่ะ

การเจริญเติบโตทารกในครรภ์

รูปภาพประกอบจาก : http://www.abort73.com/help/if_youre_pregnant/

พัฒนาการทารกในครรภ์ 37 สัปดาห์

ในที่สุดอวัยวะทุกส่วนของเจ้าตัวน้อยก็พร้อมสมบูรณ์แบบสุดๆ เตรียมตัวออกมาสู่โลกภายนอกแล้วค่ะ เส้นผมขึ้นเต็มศีรษะ และไม่ต้องแปลกใจถ้าสีผมของเจ้าตัวเล็กจะไม่เหมือนคุณแม่อย่างเรานะคะ เพราะบางทีคุณแม่กับคุณพ่อผมดำ แต่เจ้าตัวเล็กเกิดมาผมสีน้ำตาลก็มีค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่

ช่วงนี้คงเป็นไปได้ยากมากที่จะนอนหลับสนิทสักคืน แต่ถ้ากลางคืนนอนไม่หลับลองหาเวลาตอนกลางวันแทน อย่างน้อยก็ให้ร่างกายได้พักผ่อนบ้าง ส่วนอาการเจ็บท้องเตือนชักถี่ขึ้นเรื่อยๆ และเจ็บแต่ละครั้งก็นานขึ้นด้วยค่ะ แน่นอนว่าช่วงใกล้คลอดเราจะยิ่งรู้สึกไม่สบายตัวมากขึ้น ทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำอย่าลืมเช็คว่ามีเลือดออกมาจากช่องคลอดที่เป็นสัญญาณเตือนว่าพร้อมคลอดแล้วหรือยัง บางคนอาจจะมีอาการนี้ติดต่อกันสองสามวันหรือน้อยกว่านี้ก่อนคลอด แต่ถ้ารู้สึกว่าเลือดออกมาจากช่องคลอดมากผิดปกติรีบไปโรงพยาบาลตรวจให้ก่อนดีกว่าค่ะ หรือบางคนอาจไปนอนรอเตรียมคลอดที่โรงพยาบาลได้เลยถ้าพร้อมนะคะ

ถ้าสัปดาห์นี้แล้วเจ้าตัวน้อยยังไม่ยอมออกมาดูโลกก็ไม่ได้แปลว่าผิดปกตินะคะ เพราะบางคนอาจจะคลอดหลังจากสัปดาห์นี้ไปจนถึงสัปดาห์ที่ 41 ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของคุณแม่และคุณลูกนั่นเอง หรือถ้าบางคนคิดว่าพร้อมแล้วแต่เจ้าตัวเล็กยังไม่พร้อม อาจตัดสินใจใช้วิธีผ่าตัดแทนคลอดแบบธรรมชาติก็ได้ค่ะ แต่ไม่ว่าจะคลอดแบบไหน วันแรกที่ได้เห็นหน้าเขาความสุขที่มีทั้งหมดจะเอ่อล้นออกมา แล้วยังลืมความเจ็บปวดความเหน็ดเหนื่อยไปหมดแน่นอนค่ะ…ยินดีด้วยค่ะ

 

Tags: , , , , ,

  • ลักขณา กะ นครชัย

    ตอนนี้ได้ 8เดือนแล้วค่ะตื่นเต้นจัง