สุขภาพ

อาการกรดไหลย้อน

อาการกรดไหลย้อน

หลายๆคนที่อยู่ในวัยทำงาน หรือที่ว้าวุ้นอยู่กับการทำงาน หรือเด็กๆที่สนใจการเรียนมากจนเกินไป จนไม่มีเวลามาดูแลเรื่องอาหารการกินสักเท่าไหร่ รับประทานอาหารไม่ตรงต่อเวลาบ่อยๆ ทำให้เกิดอาการแสบร้อนบริเวณอก และรู้สึกเปรี้ยวขมในปาก จนเรามักคิดไปเองว่าโรคกระเพาะกำลังมาเยือนเป็นแน่ๆทั้งที่ความเป็นจริงอาจกำลังถูกโรคกรดไหลย้อน (GERD) เล่นงานอยู่ก็เป็นได้

ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหารกลับไปที่หลอดอาหารนั่นเอง หลายคนอาจจะไม่คุ้นหูนักสำหรับชื่อโรคนี้ถึงแม้จะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เป็นโรคนี้ กรดไหลย้อนเป็นผลมาจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร ซึ่งกรดเหล่านี้มีความเข้มข้นสูงมาก ทำให้เกิดอันตรายต่อหลอดอาหาร และเยื่อบุในหลอดอาหารที่มีความบอบบาง จนทำให้เกิดการอักเสบตามมา ซึ่งโดยปกติแล้วกรดหรือน้ำย่อยจะไม่สามารถขึ้นไปอยู่ในหลอดอาหารได้ ยกเว้นในช่วงที่กลืนอาหาร หรือช่วงที่กล้ามเนื้อหูรูดส่วนล่างมีการคลายตัวอย่างผิดปกติ

“เนื่องจากโรคกรดไหลย้อนจะมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อร่วมด้วย คล้ายๆกับอาการของโรคกระเพาะอาหาร จึงทำให้คนส่วนใหญ่มักจะเหมารวมว่าตนเองอาจจะเป็นโรคกระเพาะอาหาร และไปซื้อยาเคลือบแผลในกระเพาะอาหารมารับประทานเอง ทำให้การรักษาไม่ตรงจุด โดยเฉพาะคนไทยเรามักจะชอบซื้อยามารับประทานเอง และคิดว่าการไปพบแพทย์เป็นเรื่องใหญ่ ระยะหลังมานี้จึงพบโรคกรดไหลย้อนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ”

วันนี้เราจึงมาแนะนำคุณให้รู้จักกับโรคกรดไหลย้อนให้มากขึ้น อาการกรดไหลย้อนสำคัญที่พบบ่อย พร้อมทั้งวิธีการปฏิบัติตัวที่จะช่วยให้เราหลีกหนีจากโรคนี้มาฝากกันค่ะ

อาการกรดไหลย้อน

รูปภาพประกอบจาก : http://www.shape.com/lifestyle/mind-and-body/7-symptoms-you-should-never-ignore?page=7

 

อาการกรดไหลย้อนแบ่งเป็น 2 ระบบ ดังนี้

1. อาการกรดไหลย้อนที่เกิดในหลอดอาหาร จะมีอาการเจ็บคอ กลืนอาหารลำบาก รู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรบ้างอย่างอยู่ในลำคอ แสบลิ้นเรื้อรัง (โดยเฉพาะในตอนเช้า) จุกแน่นแถวๆหน้าอกคล้ายอาหารไม่ย่อย อาการนี้มักจะเป็นมากขึ้นหลังอาหารมื้อหลัก การโน้มตัวไปข้างหน้า การยกของหนัก หรือการนอนหงาย

ที่สำคัญคือจะมีอาการแสบหน้าอก เรอเปรี้ยว รู้สึกเหมือนมีกรดซึ่งเป็นน้ำรสเปรี้ยว หรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก ภาวะดังกล่าวนี้อาจทำให้เกิดหลอดอาหารอักเสบ ถ้าเป็นมากจนเกิดแผลรุนแรง อาจทำให้หลอดอาหารตีบหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงเซลล์ของเยื่อบุอาหารได้

2. อาการกรดไหลย้อนนอกหลอดอาหาร หรือบริเวณกล่องเสียง และปอด จะมีเสียงแหบเรื้อรัง มักมีเสียงแหบตอนเช้า หรือมีเสียงผิดปกติไปจากเดิม ไอเรื้อรัง รู้สึกสำลักในเวลากลางคืน หรือในบางรายอาจมีอาการทางระบบหายใจ เช่น หอบหืด หรืออาการเจ็บหน้าอกรวมด้วย ดังนั้นหากมีอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังถูกโรคกรดไหลย้อนคุกคามอยู่ก็เป็นได้

ถ้าถามว่าโรคนี้อันตรายไหม? คำตอบคือ…ถ้าเป็นแล้วรีบรักษา หรือทำให้อาการหายไปก็จะไม่มีอะไรให้น่าเป็นห่วง แต่หากปล่อยไว้เนิ่นนาน อาจทำให้หลอดอาหารเกิดการอักเสบ เป็นแผลรุนแรงจนตีบ หรือเป็นมะเร็งที่หลอดอาหารได้ แต่ความรุนแรงนี้จะมีได้เพียง 1% เท่านั้น

กลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการกรดไหลย้อน

เป็นโรคยอดฮิตของหนุ่มสาววัยทำงาน ดารานักแสดง โดยเฉพาะสาวออฟฟิศที่ชอบกินจุกจิก กินอาหารไม่เป็นเวลาและกินอาหารอย่างเร่งรีบ รวมไปถึงผู้ชอบทานอาหารรสจัด ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ก็มีโอกาสเสี่ยงสูง หากมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอเปรี้ยว ปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่แล้วลามขึ้นมาที่หน้าอกหรือคอ ควรรีบปรึกษาแพทย์นะคะ

นอกจากนี้ยังสามารถพบได้ในเด็กทารกจนถึงเด็กโต ในเด็กเล็กอาการที่ควรนึกถึงโรคนี้ ได้แก่ อาเจียนบ่อยหลังดูดนม โลหิตจาง น้ำหนักและการเจริญเติบโตไม่สมวัย ไอเรื้อรัง หอบหืด ปอดอักเสบเรื้อรัง ในเด็กบางรายอาจมีปัญหาการหยุดหายใจขณะหลับได้

อาการกรดไหลย้อน

รูปภาพประกอบจาก : http://healthmad.com/conditions-and-diseases/seven-daily-habits-that-can-halt-heartburn/

 

การรักษาอาการกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อนสามารถรักษาให้หายได้ โดยการรับประทานยากลุ่มยาลดกรด แต่ถ้าเป็นมากและเรื้อรังควรได้รับการตรวจรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และรับยาที่ตรงกับโรค ในบางรายที่อาการหนักอาจต้องเข้ารับการผ่าตัด ดังนั้นหากมีอาการควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอาการค่ะ

ขณะเดียวกันควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต จะทำให้ได้ผลดีขึ้นอย่างมากเช่นกัน ซึ่งผู้ป่วยกรดไหลย้อน ควรปฏิบัติดังนี้

1. ลดน้ำหนักสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เพราะคนอ้วนจะมีความดันในช่องท้องสูงทำให้อาจเป็นโรคกรดไหลย้อนได้มาก
2. งดสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้เกิดกรดในกระเพาะมาก และหูรูดอ่อนแรง
3. ใส่เสื้อหลวมๆ เพื่อลดแรงกดที่กระเพาะ
4. ไม่ควรยกของหนักหลังออกกำลังกาย
5. งดอาหารก่อนเข้านอน 3 ชั่วโมง
6. งดอาหารมัน อาหารทอด อาหารที่ปรุงด้วยหัวหอม กระเทียม มะเขือเทศ รวมไปถึงช๊อกโกแลต ถั่ว ลูกอม เนย ไข่ และอาหารที่รสเผ็ด รสเปรี้ยว รสเค็มจัด
7. ควรรับประทานอาหารแค่พออิ่ม
8. หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม เบียร์ สุรา
9. นอนหัวให้สูงประมาณ 6 – 10 นิ้ว โดยหนุนที่ขาเตียง ไม่ควรใช้หมอนหนุนที่ศีรษะ เพราะทำให้ความดันในช่องท้องสูง ยกศีรษะและลำตัวให้สูง กรดไหลย้อนมักเกิดขณะคุณนอนราบ ดังนั้นการนอนโดยเสริมด้านหัวเตียงให้ยกสูงขึ้น จะช่วยป้องกันการไหลย้อนกลับของกรดในกระเพาะอาหารได้ ไม่ควรใช้วิธีการหนุนหมอนหลาย ๆ ใบ
10. รับประทานอาหารมื้อเล็กๆ เพราะการรับประทานอาหารอิ่มเกินไปจะทำให้หูรูดหลอดอาหารเปิดออกง่ายขึ้น ดังนั้นควรรับประทานอาหารครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้งหรืออาจจะแบ่งการรับประทานอาหารเป็นมื้อเล็กๆแทนค่ะ
11. ควรจะเข้านอนหรือเอนกายหลังจากรับประทานอาหารไปแล้วอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
12. ผ่อนคลายความเครียด ซึ่งความเครียดจะเป็นสาเหตุให้เกิดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น ดังนั้นจึงควรหาเวลาพักผ่อน และออกกำลังกายให้สมดุลกับตารางชีวิตของคุณ

Tags: , , , , , , ,