สุขภาพ

อาการไข้เลือดออก

ADVERTISEMENT

อาการไข้เลือดออก

ในช่วงฤดูฝนโรคที่พบบ่อยคงจะหนีไม่พ้นโรคไข้เลือดออก ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะของโรค พบมากโดยเฉพาะประเทศในเขตร้อนชื้น และมักพบบ่อยในเด็กต่ำกว่า 15 ปี อาการมักจะมีความรุนแรงถึงขั้นเลือดออก ช็อค หรือเสียชีวิตได้ โดยยุงลายนั้นเป็นยุงที่อาศัยอยู่ภายในบ้านและบริเวณบ้าน มักจะกัดเวลากลางวัน มีแหล่งเพาะพันธุ์ คือ น้ำใสที่ขังอยู่ตามภาชนะเก็บน้ำต่างๆ เช่น โอ่งน้ำ แจกันดอกไม้ ถ้วยรองขาตู้ จาน ชาม กระป๋อง หม้อ กระถาง ยางรถ เป็นต้น และยุงลายจะมีการแพร่พันธุ์มากในฤดูฝนด้วย แต่ในเมืองใหญ่ๆอย่างกรุงเทพฯ อาจพบโรคนี้ได้ตลอดปี

อาการไข้เลือดออก

รูปภาพประกอบจาก : http://www.bullansd.com/

 

อาการของโรคไข้เลือดออก

มักจะสัมพันธ์ตามระดับความรุนแรงและระยะเวลาของการเกิดโรค โดยผู้ที่ติดเชื้อไข้เลือดออกอาจจะไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย หรืออาจจะเกิดอาการรุนแรงจนเสียชีวิต เมื่อหายร่างกายจะมีภูมิต่อเชื้อนั้นตลอดชีวิต ความรุนแรงของการติดเชื้อขึ้นกับอายุ ภาวะภูมิคุ้มกัน และความรุนแรงของเชื้อ อาการของไข้เลือดออกมีอาการสำคัญ 4 ประการคือ

1. ไข้สูงลอย 2 – 7 วัน ประมาณ 39 – 40 องศาเซลเซียส ในระยะเริ่มแรกอาจมีอาการไข้อย่างเดียว มีอาการเบื่ออาหาร ตัวแดง หน้าแดง โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวขาวจะเห็นชัดเจน ไข้เลือดออกมักไม่มีอาการหวัดน้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ หรือจามนั้น ในปัจจุบันพบว่าไม่เสมอไป เพราะมีหลายรายที่มีอาการหวัดร่วม อาการที่พบบ่อยและทำให้สงสัยว่าเป็นโรคไข้เลือดออก คือ ไข้มักลอยไม่ค่อยลง มีปวดกระบอกตา ปวดตามตัว ข้อ กระดูก เมื่อย และอาการเบื่ออาหาร หรืออาเจียน ซึ่งเป็นอาการสำคัญในผู้ป่วยไข้เลือดออก ในระยะแรกๆของไข้เลือดออกอาจไม่สามารถวินิจฉัยได้เพราะมีอาการเหมือนกับไข้ประเภทอื่น

2. อาการผื่น อาการเลือดออก มักพบในระยะถัดมาคือ 2 – 5 วัน ผื่นจะเป็นจุดเลือดออก อาการนี้จะเกิดในขั้นถัดไปคือ มีการลดลงของเกร็ดเลือด ทำให้มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง สามารถแบ่งออกได้ 2 แบบ คือ

  • มีแนวโน้มเลือดออก สามารถตรวจสอบโดยการรัดแขน หรือ โดยวิธี tourniquet test
  • เลือดออกเอง เช่น เลือดออกตามไรฟัน, เลือดกำเดาไหล, อาเจียนเป็นเลือด, ถ่ายเป็นเลือด หรือถ่ายดำ เป็นต้น

3. อาการปวดท้อง ตับโต กดแล้วมีอาการเจ็บ เป็นระยะถัดมาของโรค เป็นระยะที่มีการอักเสบของเส้นเลือดทั่วร่างกาย จะมีการบวมของตับ กดเจ็บ อาเจียน อาจมีน้ำท่วมในช่องเยื่อหุ้มปอด (pleural effusion) เป็นระยะเริ่มเข้าสู่อาการช็อค ถ้าได้รับน้ำไม่พอจะเข้าสู่ระยะถัดไป ถ้าตรวจเลือดจะพบว่าความเข้มของเม็ดเลือดสูงเนื่องจากการขาดน้ำ ทำให้เลือดข้น

4. อาการช็อค เมื่อมีความดันโลหิตต่ำจากการที่มีปริมาณน้ำในร่างกายไหลออกนอกเส้นเลือดทั่วร่างกาย เป็นระยะอันตรายที่สุดถ้ารักษาไม่ทันอาจเสียชีวิตได้ อาการเริ่มใน 24 – 48 ชม.หลังไข้ลง ผู้ป่วยที่เข้ามาในระยะนี้จะมีอาการกระสับกระส่าย ไข้ไม่มี แต่จะมีตัวเย็น มือเย็นเท้าเย็น ปากเขียว เหงื่อออก ชีพจรเบาและเร็ว หายใจเร็ว และอาจเสียชีวิต ภายใน 24 ชม. ผู้ป่วยอาจมีตับวาย ไตวาย หรือสมองบวม หมดสติได้

อาการไข้เลือดออก

รูปภาพประกอบจาก : http://www.dara.ac.th/mains/?name=knowledge&file=readknowledge&id=57

 

การดูแลรักษาโรคไข้เลือดออก

1. ในระยะไข้สูง บางรายอาจมีการชักได้ถ้าไข้สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่มีประวัติเคยชัก หรือในเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน จำเป็นต้องให้ยาลดไข้ ควรใช้ยาพวกพาราเซตามอล ห้ามใช้ยาพวกแอสไพริน เพราะจะทำให้เกร็ดเลือดเสียทำงาน เกิดอาการระคายเคืองกระเพาะทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญอาจทำให้เกิด Reye syndrome ควรให้ยาลดไข้เป็นครั้งคราวเวลาที่ไข้สูงเท่านั้น (เพื่อให้ไข้ที่สูงมากลดลงเหลือน้อยกว่า 39 องศาเซลเซียส) การใช้ยาลดไข้มากไปจะมีภาวะเป็นพิษต่อตับได้ ควรจะใช้วิธีการเช็ดตัวเพื่อช่วยลดไข้ด้วย

2. ให้ผู้ป่วยได้น้ำชดเชย เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มีไข้สูง เบื่ออาหาร และอาเจียน ทำให้ร่างกายขาดน้ำและเกลือโซเดียมด้วย ควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ำผลไม้หรือ สารละลายผงน้ำตาลเกลือแร่ (โอ อาร์ เอส) ในรายที่อาเจียนควรให้ดื่มครั้งละน้อยๆ และดื่มบ่อยๆ

3. จะต้องติดตามดูอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้ตรวจพบและป้องกันภาวะช็อกได้ทันเวลา ช็อกมักจะเกิดพร้อมกับไข้ลดลงตั้งแต่วันที่ 3 ของการป่วยเป็นต้นไป ทั้งนี้แล้วแต่ระยะเวลาที่เป็นไข้ ถ้าไข้ 7 วันก็อาจช็อกวันที่ 8 ได้ ควรแนะนำให้พ่อแม่ทราบอาการนำของช็อก ซึ่งอาจจะมีอาการเบื่ออาหารมากขึ้น ไม่รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำเลย หรือมีอาการถ่ายปัสสาวะน้อยลง มีอาการปวดท้องอย่างกะทันหัน กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ควรแนะนำให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีเมื่อมีอาการเหล่านี้

4. เมื่อผู้ป่วยไปตรวจที่โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่ให้การรักษาได้ แพทย์จะตรวจเลือดดูปริมาณเกร็ดเลือดและ hematocrit และอาจนัดมาตรวจดูการเปลี่ยนแปลงของเกร็ดเลือดและ hematocrit เป็นระยะๆ เพราะถ้าปริมาณเกร็ดเลือดเริ่มลดลงและ hematocrit เริ่มสูงขึ้น เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าน้ำเลือดรั่วออกจากเส้นเลือด และอาจจะช็อกได้ จำเป็นต้องให้สารน้ำชดเชย

5. โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องรับผู้ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาลทุกราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะแรกที่ยังมีไข้ สามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอก โดยให้ยาไปรับประทาน และแนะนำให้ผู้ปกครองเฝ้าสังเกตอาการตามข้อ 3 หรือแพทย์นัดให้ไปตรวจที่โรงพยาบาลเป็นระยะๆ โดยตรวจดูการเปลี่ยนแปลงตามข้อ 4 ถ้าผู้ป่วยมีอาการแสดงอาการช็อก ต้องรักษาในโรงพยาบาลและถือเป็นเรื่องเร่งด่วนในการรักษา

อาการไข้เลือดออก

รูปภาพประกอบจาก : http://www.ayutthaya.go.th/page.php?news_ID=2899

 

การป้องกันโรคไข้เลือดออก

1. ป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยนอนในมุ้งแม้ในเวลากลางวัน
2. กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงในบ้าน รวมทั้งบริเวณรอบๆบ้าน
3. ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำในภาชนะที่ขังน้ำทุง 7 วัน เช่น แจกัน
4. กำจัดภาชนะแตกหักที่ขังน้ำ เช่น ยางรถเก่า กระถาง
5. เลี้ยงปลากินลูกน้ำในอ่างบัวหรือแหล่งน้ำอื่นๆ
6. ปิดฝาโอ่งหรือภาชนะอื่นๆให้มิดชิด หรือใส่ทรายเคมี กำจัดลูกน้ำ (Temephos) ในภาชนะที่เก็บน้ำไว้ใช้
7. ใส่เกลือหรือน้ำส้มสายชูลงในจานรองขาตู้กับข้าว

ADVERTISEMENT

Tags: , , , ,