สุขภาพ

เชื้อราที่เล็บ

เชื้อราที่เล็บ

เชื้อราที่เล็บจะมีลักษณะเริ่มต้นด้วยมีจุดสีขาว หรือสีเหลืองที่เล็บ หรือใต้จุดปลายของเล็บ และเมื่อเล็บมีการติดเชื้อมากขึ้นเรื่อยๆจะทำให้เล็บมีสีเปลี่ยนไป หนาขึ้น และมีขอบด้านๆ รวมไปถึงจะมีอาการเจ็บที่เล็บด้วย เชื้อราที่เล็บเป็นโรคที่รักษาให้หายได้ยาก และสามารถเกิดการติดเชื้อซ้ำได้ และต้องใช้การรักษาเป็นระยะเวลานานกว่าที่เล็บจะกลับมาเป็นปกติ โรคนี้มักพบได้ในคนที่ประกอบอาชีพที่มือหรือเท้ามีการสัมผัสน้ำ หรือความเปียกชื้นตลอดเวลา เช่น พนักงานล้างจาน แม่ค้าปอกผลไม้สด เป็นต้น

เชื้อราที่เล็บ

รูปภาพประกอบจาก : http://thesixthscentskincare.blogspot.com/2012/05/healthy-hands-feet-and-nails.html

สาเหตุของโรคเชื้อราที่เล็บ

การติดเชื้อบริเวณเล็บเกิดจากกลุ่มของเชื้อราที่มีชื่อว่า dermatophytes แต่เชื้อราที่เล็บก็อาจจะเกิดจากเชื้อยีสต์หรือเชื้อรากลุ่มอื่นๆได้เช่นกัน เชื้อโรคกลุ่มนี้จะอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อุ่นและชื้น รวมทั้งในห้องน้ำหรือสระว่ายน้ำ เชื้อราจะเข้าไปทางรอยแผลเล็กๆที่เราอาจไม่เห็นด้วยตาเปล่า หรือในตำแหน่งที่มีการฉีกขาดของเล็บกับผิวหนังใต้เล็บ เมื่อเราอยู่ในอุณหภูมิและความชื้นที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อจะทำให้การติดเชื้อลุกลามและมีการกระจายของเชื้อราเพิ่มมากขึ้น โรคเชื้อราที่เล็บมักจะเป็นที่นิ้วเท้ามากกว่าที่นิ้วมือ เนื่องจากบริเวณเท้าของเรามีอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะแก่การเติบโตของเชื้อรา

อีกหนึ่งสาเหตุเนื่องจากการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงบริเวณนิ้วเท้าน้อยกว่าที่บริเวณนิ้วมือ ทำให้มีภูมิคุ้มกันที่ป้องกันการติดเชื้อต่ำกว่า เชื้อราที่เล็บมักจะติดเชื้อในผู้สูงอายุ เนื่องจากการไหลเวียนโลหิตไม่ดี และผู้สูงอายุเล็บจะมีเล็บที่งอกช้าและหนากว่า ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น และจะพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง นอกจากนี้ถ้าคนในครอบครัวมีประวัติในในการเป็นโรคเชื้อราที่เล็บก็จะยิ่งเป็นสาเหตุที่สามารถตรวจพบเจอได้มากกว่า ส่วนปัจจัยอื่นๆที่อาจจะทำให้มีการติดเชื้อราที่เล็บได้ง่ายขึ้น คือ

  • มีเหงื่อออกมากในบริเวณมือและเท้า
  • ทำงานในบริเวณสิ่งแวดล้อมที่ชื้นแฉะ
  • เป็นโรคที่เกี่ยวกับเล็บอยู่แล้ว เช่น สะเก็ดเงินที่เล็บ
  • ใส่ถุงเท้ารองเท้าที่อับและไม่ซึมซับเหงื่อ
  • เดินเท้าเปล่าในสถานที่เปียกแฉะในที่สาธารณะ เช่น สระว่ายน้ำ ยิม หรือห้องอาบน้ำ
  • มีการติดเชื้อบริเวณผิวหน้งที่เท้า หรือ โรคน้ำกัดเท้า
  • มีบาดแผลหรือการบาดเจ็บที่ผิวหนังหรือเล็บ
  • เป็นโรคเบาหวาน หรือการไหลเวียนโลหิตไม่ดี หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ลักษณะอาการโรคเชื้อราที่เล็บ

  • มีเล็บหนาขึ้น
  • มีเล็บแตกเป็นขุย
  • มีรูปเล็บที่บิดเบี้ยว
  • สีของเล็บจะทึบๆ ไม่มันเงางาม
  • อาจจะพบเล็บเป็นสีดำ ถ้ามีเนื้อตายอยู่ภายใต้ผิวหนังของเล็บ
  • เล็บที่มีการติดเชื้อจะแยกออกมาจากผิวใต้เล็บ ทำให้มีอาการเจ็บ และอาจจะมีกลิ่นเหม็นร่วมด้วย

ถ้ามีการติดเชื้อที่มากขึ้นเล็บมักจะเปลี่ยนไปทำให้มีรูปร่างที่บิดเบี้ยวไม่ได้รูปทรงเดิม เล็บโค้งงอ มีรอยหยักเป็นลูกคลื่น ส่วนผิวสีชมพูของเล็บปกติ เมื่อมีการติดเชื้อจะเปลี่ยนสีไปมีสีคล้ำ น้ำตาล หรือเขียวคล้ำ เชื้อราที่เล็บมักไม่มีอาการคันแต่อย่างใด แต่อาจมีการเจ็บหรือคันบ้างแต่พบน้อยมาก หากพบปัญหาเหล่านี้ควรรีบทำการรักษา อย่าอายและกังวลใจ โรคเชื้อราที่เล็บนี้เป็นโรคที่รักษาได้ค่อนข้างหายช้าและเรื้อรังนะคะ

การรักษาเชื้อราที่เล็บ

1. ยาทาเล็บฆ่าเชื้อรา – ในกรณีที่มีการติดเชื้อไม่มาก แพทย์จะให้ยาทาที่เรียกว่า ciclopirox (Penlac) มาทาที่เล็บและผิวหนังรอบๆวันละหนึ่ง หลังจากครบ 7 วัน ค่อยๆเช็ดออกด้วยแอลกอฮอล์ และเริ่มทายาซ้ำใหม่ โดยให้ทำติดต่อกันไปเรื่อยๆเป็นระยะเวลา 1 ปี วิธีนี้ใช้เวลานานมากจึงไม่เป็นที่นิยม และผลการรักษายังไม่แน่นอนว่าจะหายอีกด้วย

2. ยาชนิดทา – แพทย์อาจจะให้ยาทาภายนอกร่วมด้วย โดยเลือกยาที่มีส่วนผสมของยูเรีย เพื่อช่วยให้การดูดซึมที่ดีขึ้น การใช้ยาทาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้หายขาดได้ เป็นเพียงการรักษาร่วมเท่านั้น อาจจะทำร่วมกับการขูดแต่งเล็บที่หนาซึ่งอาจลดปริมาณเชื้อราได้

3. ยารับประทาน ยาฆ่าเชื้อราจากการวิจัยยาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ได้แก่ Terbinafine และ itraconazole แพทย์จำเป็นจะต้องให้ยารับประทานในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการดังต่อไปนี้

  • เป็นเบาหวาน หรือมีความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง
  • เคยมีประวัติการติดเชื้อที่ผิวหนัง cellulites
  • มีอาการเจ็บ หรือรำคาญบริเวณที่มีการติดเชื้อ
  • ต้องการรักษาเนื่องจากความสวยงามของเล็บ

4. การผ่าตัด ถ้ามีการติดเชื้อที่เล็บค่อนข้างรุนแรง หรือว่ามีอาการเจ็บมาก แพทย์จะแนะนำให้ถอดเล็บ แต่เล็บที่งอกขึ้นมาใหม่จะใช้เวลานานมากกว่าจะงอกกลับมาเท่าเดิมได้

การป้องกันโรคเชื้อราที่เล็บ

  • พยายามดูแลเล็บให้สั้น แห้ง และสะอาดอยู่เสมอ
  • เลือกสวมถุงเท้าที่ดูดซับเหงื่อได้ดี เพื่อป้องกันไม่ให้เท้าอับชื้นเกินไป ในระหว่างวันอาจจะต้องถอดรองเท้าออกบ้างเป็นครั้งคราว
  • ใช้แป้งหรือสเปรย์ป้องกันเชื้อรา
  • เมื่อต้องทำงานที่มือต้องเปียกนานๆ ให้ใส่ถุงมือยางป้องกันมือไว้เสมอ
  • หลีกเลี่ยงการตัดผิวหนังบริเวณที่อยู่รอบๆเล็บ
  • อย่าเดินเท้าเปล่าออกนอกบ้าน
  • ควรแน่ใจว่าร้านทำเล็บใช้เครื่องมือที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว
  • หลีกเลี่ยงยาทาเล็บหรือการต่อเล็บ
  • ล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสเล็บที่มีการติดเชื้อ

 

Tags: , , , , , , , , , ,